นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำพิพากษาส่วนตัว ปมหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ความว่า
ความเห็นส่วนตน
ของ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เรื่องพิจารณาที่ ๑๐/๒๕๖๒ คำวินิจฉัยที่ ๑๔/๒๕๖๒
วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๒
ประเด็นวินิจฉัย
สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๓) หรือไม่ และนับแต่เมื่อใด
คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ถูกร้องซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรนูญ มาตรา ๙๘ (๓) กล่าวคือ เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ โดยผู้ร้องได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า ผู้ถูกร้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการพิมพ์นิตยสารออกจำหน่าย รับจ้างพิมพ์นิตยสาร และให้บรึคารโฆษณา อันเป็นการประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน ในวันที่สมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อคือ วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ จึงเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้อง
สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖)
ผู้ถูกร้องชี้แจงข้อกล่าวหาว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง เนื่องจากกระบวนการพิจารณาไม่ถูกต้อง และบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ได้หยุดกิจการโดยยุติการผลิตนิตยสารและเลิกจ้างพนักงานตั้งแต่วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ แล้ว นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องได้โอนหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ให้แก่นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปตั้งแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๒ ก่อนวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องและได้ยื่นโดยถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง จึงให้รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสอง คดีจึงมีประเต็นที่ต้องพิจารณาในเนื้อหา ดังนี้
(๑) บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน หรือไม่
(๒) ผู้ถูกร้องยังเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ในวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ คือวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ หรือไม่
ความเห็น
ประเด็นที่ ๑ บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน หรือไม่
ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการออกหนังสือพิมพ์ และประกอบกิจการโฆษณาด้วยสื่อโผษณาทุกอย่าง โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานการพิมพ์ ตามพระราขบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยผู้ถูกร้องยอมรับว่า บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ได้ประกอบกิจการออกนิตยสารมาก่อนซึ่งสอดคล้องกับแบบนำส่งงบการเงิน (แบบ ส.บช. ๓) ที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในรอบปี ๒๕๕๙ ถึง ๒๕๖๑ ที่แจ้งว่ามีรายได้จากการให้บริการโฆษณาตามเอกสารหมาย ศ ๔/๓ ศ ๕/๓ และ ๖/๑ และอ้างว่าได้หยุดกิจการโดยยุติการผลิตนิตยสารและเลิกจ้างพนักงานเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ แล้ว แต่ไม่ได้มีการจดแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบภายใน ๓๐ วัน ตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และไม่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท จึงไม่มีผลเป็นการยกเลิกการประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ แม้ผู้ถูกร้องจะยืนยันว่าบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ได้ยุติการพิมหไปแล้ว ก็เป็นเรื่องภายในของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เท่านั้น ซึ่งบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด จะกลับมาประกอบกิจการผลิตหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารอีกเมื่อใดก็ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตกับหน่วยงานใดอีกทั้งยังปรากฎหลักฐานการนำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.๕) ของบริษัทต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทว่า มีการโอนหุ้นของบริษัทให้แก่นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๒ หลังจากวันที่ผู้ถูกร้องสมัครเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อนานถึง ๙๗ วัน ดังนั้น บริษัท วีลัค มีเตีย จำกัด จึงยังคงเป็นผู้ประกอบกิจการหน้งสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๓) อยู่ในวันที่ผู้ถูกร้องสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
ประเด็นที่ ๒ ผู้ถูกร้องยังเป็นถือหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ในวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ คือวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ หรือไม่
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องเข้าเป็นถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด จำนวน ๖๗๕,๐๐๐ ห้น ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๘ ต่อมาได้มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น โดยนำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ. ๕) ที่ไม่ปรากฏชื่อของผู้ถูกร้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๒ ปรากฎตามเอกสารหมาย ร ๑๐/๒๕ ถึง ร ๑๐/๒๗
ผู้ถูกร้องชี้แจงและยื่นหลักฐานว่า ผู้ถูกร้องได้โอนหุ้นทั้งหมดในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ให้กับนางสมพรฯ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๒ ตามตราสารการโอนหุ้นที่ได้ทำต่อหน้าทนายความผู้ทำคำรับรอง และอ้างสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เป็นพยานหลักฐานต่อศาลทั้งได้เบิกความยืนยันความจริงของการโอนหุ้นตามเอกสารดังกล่าวต่อศาลด้วย ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคสาม จะบัญญัติให้การโอนหุ้นตามวรรคหนึ่งและวรรคสองใช้ยันกับบริษัทหรือบุคคลภายนอกได้เมื่อได้มีการจดแจ้งการโอนในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้ว ประกอบกับ มาตรา ๑๑๔๑ บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องในข้อกระทงความบรรดาที่กฏหมายบังคับ หรือให้อำนาจให้เอาลงในทะเบียนนั้น ผู้ถูกร้องจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานในเบื้องตันจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๒๙ วรรคสาม และมาตรา ๑๑๔๑
อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานดังกล่าว เป็นข้อสันนิษฐานเบื้องตันเท่านั้น มิได้เป็นขัอสันนิษฐานเด็ดขาด อันเนื่องมาจากสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นเอกสารภายในของบริษัท มิได้นำไปจดแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท และมิได้แสดงต่อสาธารณะโดยเปิดเผย อันจะทำให้เป็นพยานหลักฐานที่หนักแน่นมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ การพิจารณาข้อก็จจริงที่ปรากฎในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นจึงจำเป็นต้องกระทำด้วยความระมัตระวัง เพราะข้อความที่จุดแจ้งอาจไม่ตรงต่อความจริงก็ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิจารณาถึงข้อพิรุธและพยานหลักฐานอื่นประกอบด้วย
คดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องตันได้ว่า ผู้ถูกร้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ มีผู้ถือหุ้นรวม ๑๐ คน ซึ่งเป็นคนในครอบครัวผู้ถูกร้อง รวมถึงคู่สมรสของผู้ถูกร้องด้วย ข้อพิรุธประการแรกในคดีนี้ เกิดขึ้นจากการตรงสอบของสื่อมวลชน เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๒ เนื่องจากบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ได้ยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัทเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๒ โดยปรากฎว่า ในเอกสารการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการได้อ้างถึงรายงานการประขุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๑/๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๒ โดยระบุว่ามีผู้ถือหุ้นเข้าประชุม ๑๐ คน จึงเป็นประเด็นให้เกิดข้อสงสัยว่า ผู้ถูกร้องและคู่สมรสยังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อยู่ในวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๒ และได้เข้าร่วมประชุมด้วย จึงทำให้มีผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมจำนวน ๑๐ คนเท่าเดิม