นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยว่า ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียได้อนุมัติร่างกฎหมาย Assembly Bill(AB) 44ว่าด้วยการห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ทำจากขนสัตว์ซึ่งรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ ที่ห้ามจำหน่าย เสนอขายแสดงสินค้าเพื่อจำหน่าย และจัดจำหน่ายกระจายผลิตภัณฑ์ที่มาจากขนสัตว์ไม่ว่าจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
1. กำหนดคำนิยาม คำว่า"ขนสัตว์" (Fur) หมายถึง ผิวหนังส่วนของสัตว์หรือเป็นส่วนที่มีผม/ขนหรือเส้นใยขนสังเคราะห์ที่ไม่ได้ผ่านการแปรรูปหรือผ่านการแปรรูปแล้วซึ่งไม่ครอบคลุมขนสัตว์ ดังต่อไปนี้ 1) ขนสุนัขหรือแมว ตามมาตรา 1308 ของ Title19 ของ United States Code 2) ผิวหนังของสัตว์หรือผิวหนังบางส่วนซึ่งมีผม/ขนที่ถูกนำมาฟอกให้เป็นหนังหรือเส้นใยสังเคราะห์ที่เอาผม/ขน ออกทั้งหมด 3)หนังวัวที่มีขนติด 4) หนังกวาง,หนังแกะ, หรือหนังแพะที่มีขนติด 5) ผิวหนังหรือหนังของสัตว์ที่ถูกเก็บรักษาจากการสตัฟฟ์สัตว์(taxidermy)
2. กำหนดคำนิยาม คำว่า"ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากขนสัตว์" (Fur Product) หมายถึงส่วนใดส่วนหนึ่งของเสื้อผ้า หรือส่วนใดส่วนหนึ่งที่ปกปิดร่างกายหรือเครื่องประดับแฟชั่น รวมถึง กระเป๋า รองเท้า รองเท้าแตะ หมวก ที่ปิดหูกันหนาวผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ถุงมือ เครื่องประดับ พวงกุญแจ ของเล่นหรือเครื่องประดับและของตกแต่งบ้าน ที่ทำจากขนสัตว์ทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งนี้จะไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ ดังต่อไปนี้ 1) ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้ว 2)ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางศาสนา3)ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของชนเผ่า วัฒนธรรม หรือชนเผ่าอเมริกันพื้นเมือง 4)กิจกรรมใดๆที่ได้รับอนุญาตชัดเจนโดยกฎหมายของรัฐบาลกลาง และ3.บทลงโทษหากผู้ผลิตฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้ จะต้องเสียค่าปรับ 500-1,000 เหรียญสหรัฐฯ
สำหรับ สถิติการส่งออกสินค้ากลุ่มเสื้อโอเวอร์โค้ต(รวมถึงแจ็กเก็ตที่ใส่เล่นสกี) เสื้อกันลม แจ็กเก็ตกันลมและเสื้อคลุมที่คล้ายกันสูท เครื่องแต่งตัวเป็นชุด แจ็กเก็ต เสื้อเบลเซอร์ของบุรุษหรือเด็กชายและของสตรีหรือเด็กหญิงที่ทำด้วยขนแกะหรือขนละเอียดของสัตว์ไปสหรัฐฯ( พิกัด 6201.11 6201.91 6202.11 6202.91 6203.11 6203.31 6203.41 6204.11 6204.216204.31 6204.41 6204.51 6204.61 ) ปี 2559-2561 มีมูลค่า 684.8, 725.0และ 661.5 ล้านบาทตามลำดับ และในปี 2562 (ม.ค.-ก.ย.) มีการส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวไปสหรัฐมูลค่า 527.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.53เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน