ปิยบุตร โพสต์ฉะ รัฐบาลไม่สนความชอบธรรม ลั่นปี 63 ปชช.จะเป็นใหญ่
01 ม.ค. 2563 | nathaorn

เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันสิ้นปี 62 ฉะผู้มีอำนาจใช้อำนาจโดยมิชอบ ระบุเป็นการโกงเวลา โกงโอกาสและอนาคตของประเทศ ลั่น นี่คือห้วงเวลาของประชาชน
ข่าว
01 ม.ค. 2563 | nathaorn

เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันสิ้นปี 62 ฉะผู้มีอำนาจใช้อำนาจโดยมิชอบ ระบุเป็นการโกงเวลา โกงโอกาสและอนาคตของประเทศ ลั่น นี่คือห้วงเวลาของประชาชน
วานนี้ (31ธ.ค.62) นายปิยบุตรแสงกนกกุลเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวPiyabutr Saengkanokkul กล่าวถึงอำนาจและประชาธิปไตยโดยในโพสต์ระบุว่า
"[2562/2019ผู้ครองอำนาจไม่หลงเหลือซึ่งความชอบธรรมในขณะที่ประชาชนยังสะสมพลังไม่มากพอที่จะโค่นล้ม]
"อำนาจ"ดำรงอยู่ได้ด้วย"การเชื่อฟัง"เมื่อไรก็ตามที่ผู้อยู่ใต้อำนาจยอมเชื่อฟังปฏิบัติตามในสิ่งที่ผู้มีอำนาจต้องการหรือไม่ปฏิบัติในสิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการเมื่อนั้นความสัมพันธ์ทางอำนาจย่อมเกิดขึ้นหากปราศจากซึ่งการเชื่อฟังก็ถือได้ว่าอำนาจนั้นทำงานไม่ได้เสียแล้ว
คนจะเชื่อฟังอำนาจได้ก็ต้องอาศัย2องค์ประกอบ
หนึ่งการยอมรับนับถือแบบยินยอมพร้อมใจหรือconsent
คนผู้อยู่ใต้อำนาจยอมทำตามโดยไม่ปริปากไม่ตั้งคำถามพร้อมใจทำตามโดยไม่ต้องบังคับเพราะเขาเชื่อในอำนาจนั้น
สองการใช้กำลังบังคับให้เชื่อฟังหรือcoercion
คนผู้อยู่ใต้อำนาจไม่ยอมทำตั้งคำถามสงสัยแต่ต้องยอมทำตามเพราะถูกบังคับโดยกลไกรัฐกฎหมายตำรวจทหารศาลคุก
อำนาจดำรงอยู่อย่างมั่นคงถ้าทำงานด้วยconsent
อำนาจดำรงอยู่อย่างเปราะบางมีโอกาสล้มได้เสมอถ้าทำงานด้วยcoercion
ที่ผ่านมาผู้ครองอำนาจประสบกับ"วิกฤตการณ์อำนาจนำ"เริ่มสูญเสียความชอบธรรมพวกเขาจึงต้องใช้ทุกวิธีทุกวิถีทางใช้กำลังบังคับเพื่อรักษาอำนาจและครองอำนาจต่อไป
ตั้งแต่รัฐประหาร22พฤษภาคม2557
การใช้กำลังทางกายภาพกำลังทางกฎหมายเข้าปราบปรามประชาชน
ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ล้มร่างล้มร่างหลายครั้ง
ออกแบบรัฐธรรมนูญชนิดที่"โกง"ที่สุดรัฐธรรมนูญที่โฆษณาว่า"ปราบโกง"แต่จริงๆแล้วมันคือรัฐธรรมนูญที่"โกงเวลาโกงโอกาสโกงอนาคต"ของประเทศไทย
กระบวนการออกเสียงประชามติที่ไม่ได้มาตรฐานใช้เป็นเครื่องมือในการแต่งหน้าทาปากว่ารัฐธรรมนูญนี้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน
การเลื่อนเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆจนกว่ามั่นใจว่าพวกตัวเองจะชนะ
การตั้งพรรคการเมืองเป็นเครื่องมือการสืบทอดอำนาจ
การ"ดูด"นักการเมืองเข้าสังกัดโดยใช้กลวิธีและอิทธิพลต่างๆ
กลไกรัฐที่สนับสนุนพวกตนเองในการเลือกตั้ง
การแบ่งเขตเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์แก่พวกตนเอง
การออกแบบระบบเลือกตั้งที่มิให้พรรคการเมืองครองเสียงข้างมาก
การจัดการเลือกตั้งที่ไม่ได้มาตรฐานจนไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนได้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่ยุติธรรม
การคำนวณคะแนนแบบพิสดารนำคะแนนไปแบ่งทอนให้พรรคเล็กได้1ที่นั่งเพื่อกวาดต้อนเข้าร่วมรัฐบาล"สหพรรค"
การใช้"นิติสงคราม"กำจัดศัตรูทางการเมือง
ระบบ"สองมาตรฐาน"ยอมเอาองค์กรตรวจสอบทั้งระบบเข้าแลกกับการกำจัดศัตรูทางการเมืองและรับรองการใช้อำนาจให้กับพวกตัวเองถ้าเป็นพวกเอ็งไม่รอดถ้าเป็นพวกข้ารอดหมด
"แจกกล้วยงูเห่า"
รัฐบาล"สหพรรค"ไร้เสถียรภาพส่งมอบนโยบายตามที่หาเสียงไม่ได้และขัดแย้งกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
หักดิบมติสภาเพื่อไม่ให้มีคณะกรรมาธิการตรวจสอบประกาศคำสั่งคสชและการใช้มาตรา44 เป็นต้น
เรายอมทำลายทุกอย่างเพียงเพื่อให้ผู้ครองอำนาจได้ครองอำนาจต่อไป
ทำลายระบบรัฐธรรมนูญทำลายระบบรัฐสภาทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุล
ใช้งบประมาณแผ่นดินไปจุนเจือพวกพ้อง
ความเหลื่อมล้ำขยายตัว
ประเทศไทยยอมเสียต้นทุนมหาศาลเพื่อแลกกับการที่พวกเขาได้ครองอำนาจ
รัฐธรรมนูญ2560ฐานอำนาจของการปกครองปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญที่ทั้งเปราะบางและแข็งกระด้าง
"เปราะบาง"เพราะไม่มีฐานความชอบธรรมแต่ดำรงอยู่ได้ด้วยกำลัง
"แข็งกระด้าง"เพราะมีผู้ต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแต่ออกแบบมาให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ยากมากจนแก้ไขไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ
สภาพการณ์เช่นนี้นำมาซึ่ง"ความตึงเครียด"ภายในรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ2560กลายเป็นระเบิดเวลาที่ตั้งเวลารอระเบิด
พลังที่ต้องการแก้ไขมีมากแต่แก้ไม่ได้
พยายามเท่าไรก็แก้ไม่ได้
ประสบการณ์จากหลากหลายประเทศบอกเราว่ารัฐธรรมนูญลักษณะแบบนี้ในท้ายที่สุดจะจบลงได้ถ้าไม่รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญก็ประชาชนลุกฮือฉีกรัฐธรรมนูญ
นี่คือระเบิดเวลา
หน้าที่ของ"ผู้แทนราษฎร"คือการถอดสลักระเบิดเวลานี้ก่อนที่มันจะระเบิด
หน้าที่ของสถาบันการเมืองทั้งหลายคือแก้ไขสถานการณ์ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น
แต่ถ้า"ผู้แทนราษฎร"และสถาบันการเมืองต่างๆที่กินภาษีประชาชนยังคิดไม่ได้คิดไม่ออกมองแต่เพียงประโยชน์เฉพาะหน้าคิดแต่เรื่องอำนาจวาสนาประโยชน์ที่ได้รับนั่นก็เท่ากับว่าผลักภาระไปให้กับ"ประชาชน"ในการต่อสู้ตามลำพัง
"ผู้แทนราษฎร"จะเป็น"ผู้แทน"ของ"ราษฎร"ได้ต้องต่อสู้ร่วมกันกับประชาชน
"ผู้แทนราษฎรมิใช่"ผู้ใต้บังคับบัญชาคณะรัฐประหารสืบทอดอำนาจ"
หากต้องสรุปปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดปีนี้ด้วยประโยคเดียวผมคงสรุปว่าปี2562/2019คือปีที่แสดงให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดว่าผู้ครองอำนาจไม่หลงเหลือซึ่งความชอบธรรมใดอีกแล้วในขณะเดียวกันประชาชนก็ยังไม่มีกำลังมากพอที่จะโค่นล้มผู้ครองอำนาจได้
สภาวการณ์เช่นนี้คล้ายคลึงกับที่อันโตนิโอกรัมชี่บอกไว้ว่าเมื่อสิ่งเก่ากำลังจะตายแต่ยังไม่ตายในขณะที่สิ่งใหม่จะเกิดก็ยังเกิดไม่ได้วิกฤตการย่อมปรากฏขึ้น
ผู้ครองอำนาจพยายามรักษาอำนาจและสถาปนาอำนาจของพวกเขาฝังตัวไปในระบอบมากขึ้น
แต่เราประชาชนก็ต้องต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจและสถาปนาอำนาจนำใหม่ของพวกเรา
หากเรานิ่งดูดายเฝ้าแต่คิดว่าเวลาอยู่ข้างเราเวลาที่ว่าอาจไม่มาถึงและพวกเขาจะใช้เวลานี้ในการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จและสถาปนาระบอบที่พวกเขาปรารถนาได้สำเร็จ
นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พวกเราต้องพร้อมใจกันต่อต้านอำนาจอันเปราะบางของพวกเขาอย่าปล่อยให้พวกเขาติดตั้งระบอบของเขาได้สำเร็จ
แม้เริ่มต้นจะยากแม้ระหว่างทางจะมองไม่เห็นทางชนะแต่ก็ต้องพยายาม
..
ปี2562/2019เป็นปีแห่งความเปราะบางของผู้ครองอำนาจ
ผู้ครองอำนาจไม่หลงเหลือความชอบธรรมที่ค้ำจุนอำนาจอีกต่อไปแต่พวกเขาก็ใช้พละกำลังเฮือกสุดท้ายใช้ทุกวิธีเพื่อรักษาอำนาจต่อ
ปี2563/2020จะต้องเป็นปีแห่งการต่อสู้ของ"ประชาชน"คนส่วนใหญ่คนธรรมดาผู้เป็นเจ้าของประเทศนี้
นี่คือห้วงเวลาประชาชนเป็นใหญ่
นี่คือโอกาสสำคัญในการเข้าช่วงชิง"