ทั้งนี้ รายละเอียดของการขยายอายุสัมปทานทางด่วน จะมีการขยายระยะเวลาสูงสุดอยู่ที่ 15 ปี 8 เดือน แบ่งออกเป็น 3 สัญญา ประกอบไปด้วย 1. ต่อสัญญาทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน AB และ C เป็นระยะเวลา 15 ปี 8 เดือน จากเดิมจะหมดอายุสัญญาในวันที่ 29 ก.พ.2563 ขยายออกไปหมดอายุสัญญาในวันที่ 31 ต.ค.2578
2.ต่อสัญญาทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D เป็นระยะเวลา 8 ปี 6 เดือน จากเดิมหมดอายุสัญญา 22 เม.ย.2570 ขยายออกไปเป็น 31 ต.ค.2578 และ 3.ต่อสัญญาทางด่วนบางปะอิน - ปากเกร็ด หรือส่วน C+ เป็นระยะเวลา 9 ปี 1 เดือน จากเดิมหมดอายุสัญญา 27 ก.ย. 2569 ขยายเป็น 31 ต.ค.2578
นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังยื่นข้อเสนอให้ BEM ยกเว้นค่าผ่านทางทางด่วนทุกสัญญา ในวันหยุดตามประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทำให้การขยายสัมปทานครั้งนี้ เกิดประโยชน์กับภาครัฐ และประชาชนตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยการยกเว้นค่าผ่านทางดังกล่าว จะเริ่มมีผลในปี 2563 ภายใต้สัญญาสัมปทานใหม่ และจะมีผลบังคับใช้ตลอดอายุสัญญา ทั้งนี้เฉลี่ยวันหยุดต่อปีที่จะเกิดขึ้น คาดว่าจะอยู่ที่ปีละ 19 วัน
"มติ ครม.ที่สั่งการให้ทบทวนแนวทางยุติข้อพิพาทครั้งนี้ คือให้ กทพ.อาจเจรจาต่อรองกับคู่พิพาทได้ เพื่อบรรเทาความเสียหายแก่ภาครัฐ โดยการต่อรองครั้งนี้ต้องเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐ และให้เกิดความเป็นธรรมกับราษฎร รวมทั้งต้องโปร่งใส ชอบด้วยกฎหมาย คำนึงถึงประเทศชาติเป็นสำคัญ โดยการเจรจาที่เกิดขึ้น กระทรวงฯ เล็งเห็นว่าเหมาะสม และเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย"
สำหรับขั้นตอนดำเนินการหลังจากนี้ กระทรวงฯ เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. วันที่ 24 ธ.ค. 2562 ให้พิจารณาแนวทางยุติข้อพิพาทนี้ หาก ครม.อนุมัติ กระทรวงฯ จึงจะมอบหมายให้ กทพ.ไปเร่งเจรจาแนวทางร่วมกับบีอีเอ็ม ตามที่ตกลงไว้ หลังจากนั้นจะนำผลการเจรจาดังกล่าวรายงานคณะกรรมการกำกับตาม ม.43 ก่อนส่งร่างสัญญาไปยังอัยการตรวจสอบ และส่งกลับมายังกระทรวงคมนาคม เพื่อเสนอให้ ครม.เห็นชอบร่างสัญญาอีกครั้ง โดยเบื้องต้นกำหนดกรอบการดำเนินงานทั้งหมด ต้องแล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค.2563 เพื่อให้ทันต่ออายุสัมปทานสัญญาทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน AB และ C ที่จะหมดอายุในวันที่ 29 ก.พ.2563
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตอนนี้มี 1 สัญญาที่กำลังจะหมดอายุลง ดังกล่าวต้องเร่งขั้นตอนการพิจารณาทั้งหมดแล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ส่วนตัวเชื่อว่า หาก ครม.มีมติอนุมัติทั้งสองฝ่าย คือ กทพ. และBEM ก็จะต้องเร่งทำงานร่วมกันอย่างแน่นอน เพราะมีการหารือร่วมกันมาโดยตลอดแล้ว และทางBEM ก็ไม่ได้ติดขัดกับข้อเสนอที่เกิดขึ้นแต่อย่างไรก็ดี สัญญาสัมปทานฉบับใหม่นี้ มีข้อกำหนดด้วยว่า สัญญาจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายถอนฟ้องทุกข้อพิพาทแล้วเสร็จ ดังนั้นภายหลังกระบวนการเจรจาต่างๆ แล้วเสร็จ จนมีการลงนามสัญญาร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายจะต้องเร่งถอนฟ้องทุกคดีข้อพิพาทที่มีอยู่ 17 คดี แบ่งออกเป็นข้อพิพาทที่ BEM ฟ้อง กทพ. 15 คดี และข้อพิพาทที่ กทพ.ฟ้อง BEM อีก 2 คดี จะต้องถอนฟ้องแล้วเสร็จก่อน 29 ก.พ.2563 เพื่อให้สัญญาใหม่มีผลบังคับใช้
สำหรับเงื่อนไขที่ก่อนหน้านี้ บอร์ด กทพ.เคยเสนอให้พิจารณาโครงการปรับปรุงทางด่วน ก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 (Double Deck) ภายใต้สัญญาสัมปทานฉบับใหม่นี้ เพื่อให้บีอีเอ็มเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและบริหาร กระทรวงฯ พิจารณาทั้งหมดแล้วเล็งเห็นว่าสิ่งจำเป็นคือการยุติข้อพิพาทให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมทั้งโครงการก่อสร้าง Double Deck ก็มีความจำเป็นจะต้องพิจารณาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี ดังนั้นจึงไม่พิจารณาก่อสร้างโครงการดังกล่าวรวมในสัญญานี้ ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม
ด้านนายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กล่าวว่า ภายใต้สัญญาสัมปทานใหม่นี้ ยังมีข้อกำหนดเรื่องการปรับขึ้นค่าผ่านทางทุกปี ปีละ 1 บาท โดยจะสามารถปรับขึ้นได้ในปีที่ 10 ดังนั้นตลอดอายุสัญญา 15 ปี 8 เดือน จะมีการปรับขึ้นค่าผ่านทาง 1 ครั้ง ในอัตรา 10 บาท ช่วงปี 2573 ขณะที่อัตราส่วนแบ่งรายได้ ยังคงกำหนด กทพ. 60% และBEM 40% ตลอดอายุสัญญา
สำหรับผลของแนวทางยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้น จะทำให้ กทพ.และBEM ไม่มีข้อพิพาทเรื่องการสร้างทางแข่งขัน และการปรับขึ้นค่าผ่านทางร่วมกันอีกแล้ว ส่วนกรณีของการสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 Double Deck ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาว่าจะเปิดประมูลลักษณะใด เนื่องจากโครงการยังต้องใช้เวลาศึกษาอีกเยอะ ส่วนกรณีของการทำความเข้าใจร่วมกับสหภาพฯ กทพ. ที่ผ่านมามีการหารือร่วมกันมาต่อเนื่อง ส่วนตัวเชื่อว่าสหภาพฯ มีความเข้าใจดี แต่อาจมีบางส่วนที่เป็นห่วง ซึ่งหลังจากนี้ก็จะต้องทำความเข้าใจกันเพิ่มเติม