นพ.โอภาส กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2562 ตัวแทนสธ.ได้ยืนยันตามมติเดิมให้แบนทันที และในที่ประชุมไม่ได้ให้มีการลงคะแนนด้วยการยกมือหรือลงคะแนนรายบุคคลแต่อย่างใด
ทั้งนี้ สธ.ได้อภิปรายถึงผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตประชาชนที่จะเกิดขึ้นหากมีการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่อันตรายทั้ง 3 ชนิดต่อไป โดยยืนยันว่า พาราควอตหากมีการสัมผัสโดยร่างกายเกิดพิษเฉียบพลันให้ถึงกับเสียชีวิตได้ ก่อให้เกิดโรคเนื้อเน่า ระยะยาวตกค้างจากแม่ถึงทารกในครรภ์ มีผลต่อสมองของทารก ส่วนคลอร์ไพรีฟอส ก่อเซลล์มะเร็ง รบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ และไกลโฟเซต ก่อมะเร็ง รบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ กระตุ้นการเกิดมะเร็งเต้านม ตกค้างในมารดาสู่ทารก
นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า กรณีที่มีการอ้างว่าไม่มีการปนเปื้อนในผักและผลไม้นั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ขอยืนยันว่า จากการเฝ้าระวังผักผลไม้ทั่วประเทศพบการปนเปื้อนพาราควอตจริง เช่น ในจ.พิษณุโลกมีการสุ่มตรวจกะหล่ำซึ่งเป็นพืชที่ไม่อนุญาตให้มีการใช้พาราควอตเมื่อช่วงต้นปี 2562 พบว่า มีพาราควอนปนเปื้อน 0.2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมจากค่ามาตรฐานต้องไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าเกินมาถึง 20 เท่า เป็นการแสดงให้เห็นว่าสารเคมีเหล่านี้มีการตกค้างในห่วงโซ่อาหารและส่งผ่านจากมารดาสู่ทารก อย่างไรก็ตาม กรมฯได้รับกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.)ในการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.)วิทยาศาสตร์การแพทย์ 80,000 คน เพื่อให้เฝ้าระวังการตกค้างของสารเคมีอันตรายในพืชผักผลไม้ ด้วยการใช้ชุดทดสอบอย่างง่ายที่กรมฯพัฒนาขึ้น เพิ่มการคุ้มครองประชาชน