และพบความจริงว่าการแบน 3 สารเคมีเกษตรดังกล่าว ขาดมาตรการที่ดีก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรกร, ภาคการค้าขายของชุมชน, ภาคการค้าภายในประเทศ และส่งออก รวมถึงนำเข้า, ภาคผู้บริโภค, ภาคอุตสาหกรรมเกษตร, ภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากผลิตผลเกษตร รวมถึงที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ทางการค้าระดับประเทศ และข้อตกลงทางการค้าโลก ที่ประเทศไทยอาจจะละเมิดกติกาสากล ซึ่งทางคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประเมินมูลค่าไว้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านล้านบาท
และจุดสำคัญของการดำเนินการแบน 3 สารดังกล่าว โดยขาดมาตรการรองรับที่ดี ทางคณะกรรมาธิการฯ พบว่าอาจไม่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญปี พศ. 2560 มาตรา 73 ที่ว่า รัฐพึงจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่งมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูงมีควมปลอดภัยโดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ และพึงช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใด
ในฐานะประธานกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาได้เสนอแนะทางออก เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมดังนี้ คือ ภาครัฐควรจัดเวทีสาธารณะถ่ายทอดสดเพื่อให้มีการนำข้อมูลของฝ่ายที่ต้องการแบน 3 สารเคมีเกษตรกับฝ่ายที่ต้องการให้แบน 3 สารเคมีเกษตร มาเผยแพร่ เพื่อพิสูจน์ความจริงให้เห็นว่า สารเคมีเกษตรดังกล่าวนั้น มีความปลอดภัย ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านใดบ้าง โดยใช้หลักการทำงานแบบวิจัยและหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ อย่างถูกต้องและถูกวิธีการ และเมื่อเกิดขัดแย้งทางสังคมเช่นนี้ ทางรัฐบาลควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน และเป็นธรรมต่อแก่ทั้ง 2ฝ่าย เพื่อพิสูจน์ความจริงเพื่อคลี่คลายความสงสัยของสังคม