สำหรับชนวนเหตุนั้นเกิดจากผู้ต้องหาเป็นอดีตตำรวจที่จีน แต่ลาออกมาเพื่อทำธุรกิจร้านอาหาร โดยได้ตระเวนไปตามประเทศต่าง ๆ จนมาเจอประเทศไทย จึงมาเมืองไทยได้ 3 เดือนก่อน และเสิร์ชดูกูเกิ้ลจนเจอผู้ตายว่านอกจากทำหน้าที่ต่อวีซ่าแล้วยังรับแลกเงินด้วย จึงไปนัดพบผู้ตายเพื่อต่อวีซ่าและให้แลกเงินจำนวน 60,000 ยูเอสดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินไทยจำนวน 1.8 ล้านบาทให้หน่อย ผ่านไป 2 อาทิตย์ ในระหว่างที่กินเที่ยวกับผู้ตายจนสนิทสนมกัน แต่ผู้ตายก็ยังไม่แลกเงินให้สักที ทำให้ผู้ต้องหาต้องไปทวงเงินในวันเกิดเหตุ
เมื่อทางผู้ต้องหามาดักพบผู้ตายตอน 17.00 น. ได้พูดคุยทวงเรื่องเงินที่ฝากแลก ทางผู้ตายเปิดลิ้นชักให้ดูว่ามีเงินอยู่ 1 ล้านบาท ยังขาดอีก 8 แสนบาท ให้รอนิดหน่อย จะมีคนโอนเงินมาให้ แต่ต้องรอก่อน ทางผู้ต้องหาจึงออกไปสูบบุหรี่หลายครั้ง และผู้ตายก็ไม่ยอมเอาเงินให้สักที จึงเข้าไปพบอีกรอบ และมีปากเสียงกับผู้ตายที่บอกว่า ถ้าเรื่องมากก็ไม่ต้องเอาเงิน
จากนั้นผู้ต้องหาพยายามจะเอาเงินของตัวเองที่แลกไว้ 1 ล้านบาทในลิ้นชัก ทางผู้ตายจึงหยิบมีดมาฟันแขนเป็นแผล ทางผู้ต้องหาด้วยความเป็นตำรวจเก่า จึงบิดมือผู้ตายแย่งมีด และจ้วงแทนที่คอ และด้วยความโมโหจึงแทงไปหลายแผล จากนั้นจึงเข้าห้องน้ำไปล้างเลือดที่แขน พร้อมกับเอาผ้าเช็ดตัวพันแขนไว้ และเอามีดไปทิ้งในอ่างล้างหน้า ก่อนจะเอากระเป๋าใส่เงิน 1 ล้านบาทในลิ้นชักผู้ตาย แล้วปิดไฟห้องก่อนเดินจากไปอย่างเยือกเย็น แล้วกลับไปที่พักเปลี่ยนเสื้อผ้า ไปโรงพยาบาลรักษาตัว เสียค่ารักษาไป 1 แสนบาท จนกระทั่งถูกตำรวจจับกุมได้ในที่สุด