พลตำรวจเอกสุวัฒน์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้เสียหายได้พบโฆษณารับจ้างทำงานกดไลก์กดแชร์ ของบริษัทเอ็นเนอร์จี ดีดักชั่น ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งมีเงื่อนไขบริษัทให้สมัครสมาชิกและโอนเงินค่าประกันการทำงานตั้งแต่ 1,500 บาท ถึง 20,000 บาท และจะได้ค่าจ้างวันละ 20-200 บาท โดยมีสัญญาว่าจ้าง 3 เดือน จากนั้นผู้สมัครจะต้องโหลดไฟล์เอกสารจากเว็บไซต์บริษัทมาเซ็นชื่อกำกับ
ซึ่งในเอกสารมีชื่อนายณรงค์ ระบุเป็นกรรมการผู้จัดการไว้ ก่อนจะอัปโหลดกลับไปบนเว็บดังกล่าว เมื่อเริ่มทำงานแล้วบริษัทจะจ่ายเงินค่าจ้างใน 1 สัปดาห์ กระทั่งเริ่มจ่ายค่าจ้างล่าช้า และจ่ายเป็นเงินสกุลดิจิตัลสกุล NRV ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชื่อบริษัท ซึ่งมีค่า 1 หน่วยเท่ากับ 400 บาท แต่ไม่สามารถนำมาใช้จ่ายตามปกติได้ จนผู้เสียหายเกรงจะถูกหลอก บางส่วนจึงเดินทางไปยังที่ทำการบริษัท ในย่านบึงกุ่มเพื่อขอยกเลิกสัญญา แต่ก็ยังไม่ได้เงินประกันการทำงานคืนจึงไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม
พลตำรวจเอกสุวัฒน์ กล่าวต่อมา ชุดทำงาน ศปอส.ตร.ได้ตรวจสอบข้อมูลจากทั่วประเทศพบว่ามีผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีกับนายณรงค์ กว่า 403 ราย มูลค่าความเสียหายร่วม 139 ล้านบาท จึงสืบสวนขยายผลหาความเชื่อมโยงของเส้นทางการเงินจนสามารถตามจับกุมนายณรงค์ ได้ระหว่างหลบหนีที่ด่านพรมแดนถาวร สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่ 1 จ.หนองคาย พร้อมเงินสดกว่า 1 แสนบาท และเงินต่างชาติอีก 13,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และยังจับกุมนายหาญ ฮะยี่บังลัง ผู้ที่ให้การช่วยเหลือ
จากการสอบสวนนายณรงค์ ให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกับพวกเปิดบริษัทเอนเนอร์จีฯ เพื่อหลอกลวงเอาเงินค่าประกันการทำงานจากเหยื่อจริง และไม่ได้ประกอบธุรกิจตามที่กล่าวอ้าง แต่จากการสอบปากคำในรายละเอีดย นายณรงค์ ยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ตำรวจได้นำกำลังเข้าตรวจค้นสถานที่ต่างๆ รวม 6 จุด ได้แก่ บริษัทเอ็นเนอร์จี ดีดักชั่น ถ.นวลจันทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กทม.และบ้านพักอีก 5 หลัง ในย่านลาดพร้าวและสายไหม ก่อนอายัดบัญชีและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา ได้แก่ บัญชีชื่อนายณรงค์ อินลี 9 บัญชี 50 ล้านบาท , บัญชีบริษัทเอนเนอร์จี ดีดักชั่น จำกัด 3 บัญชี จำนวน 50 ล้านบาท , บัญชีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา 2 บัญชี รวมจำนวนเงินที่อายัดไว้ประมาณ 100 ล้านบาท