องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์มีคําพิพากษาในสาระสําคัญว่า แม้ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรงให้ อํานาจกระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผนของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จํากัด (มหาชน) หรือที่พี่ไอ ลูกหนี้ ก็ตาม แต่กระทรวงการคลังมีอํานาจหน้าที่หลักในการดําเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ รวมถึงการพยุงสภาวะเศรษฐกิจของประเทศมิให้เกิดความเสียหายมากจน ยากแก่การแก้ไข การเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนของที่พี่ไอซึ่งประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ของ ประเทศ ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน หากทีพีไอไม่สามารถฟื้นฟูได้และตกเป็นผู้ล้มละลาย กิจการเหล่านั้น อาจหยุดชะงัก ประเทศชาติและประชาชนย่อมได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ พฤติการณ์ย่อมมีความ จําเป็นอย่างยิ่งและเร่งด่วนที่กระทรวงการคลังจะต้องดําเนินการ เมื่อได้รับการร้องขอให้ช่วยเหลือ กระทรวงการคลังจึงเข้าไปเป็นผู้บริหารแผนของที่พี่ไอได้
ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จําเลยเป็นผู้ริเริ่ม ผลักดัน สั่งการ และเป็นตัวการร่วม รวมถึงไม่ทักท้วง การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อเปลี่ยนจากวาระเพื่อทราบเป็นวาระเพื่อพิจารณามีผลให้กระทรวงการคลัง เข้าเป็นผู้บริหารแผนของทีพีไอ โดยมีเจตนาครอบงํากิจการของทีพีไอกับเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง นั้น ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่าจําเลยเชิญตัวแทนของเจ้าหนี้ และผู้บริหารของทีพีไอเข้าหารือที่บ้านพิษณุโลก เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของทีพีไอและการตั้งผู้บริหารแผนคนใหม่เท่านั้น แต่ที่ประชุมเจ้าหนี้มิได้เลือก กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนตามข้อเสนอของจําเลย หลังจากนั้นจําเลยก็ไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องกับเหตุในคดีนี้ อีก ทั้งต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคําสั่งไม่ตั้งบริษัทบริหารแผนไทย จํากัด เป็นผู้บริหารแผนตามมติที่ประชุม เจ้าหนี้ โดยเห็นควรขอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนหากกระทรวงการคลังยินยอม ซึ่งในท้ายที่สุด ที่ประชุมเจ้าหนี้และทุกฝ่ายยินยอมให้กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผน และศาลล้มละลายกลางมีคําสั่งตั้ง กระทรวงการคลังเป็นผู้บริหารแผนตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว