9 ต.ค. 62 - กลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดราชบุรี และ ปทุมธานี นำโดยนางอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานชมรมกลุ่มคนรักแม่กลอง จ.ราชบุรี และ นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เดินทางมาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแสดงจุดยืนของกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการเดินหน้า ใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส ต่อไป และ ไม่เห็นด้วยกับมติของคณะทำงาน 4 ฝ่าย ที่ประชุมลงมติกันเมื่อ 2 วันก่อน
นางอัญชุลี บอกว่าการลงมติดังกล่าว ไม่ได้เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย พร้อมยืนยันว่า ผลการตรวจสอบไม่มีพาราควอต และ ไกไฟเซต ที่เป็นยาฆ่าหญ้า ตกค้างในผัก โดยเหตุผลที่ต้องการใช้สารเคมี เนื่องจากเห็นว่า เป็นต้นทุนที่ประหยัด หากเปรียบกับการใช้สารเคมีตัวอื่น ปัจจุบัน ญี่ปุ่น สหรัฐ มาเลเซีย ไม่ได้แบนสารพาราควอต แล้ว โดยในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ จะยื่นศาลปกครอง ฟ้องกระทรวงสาธารณสุข ถอดถอนมติคณะกรรมการขับเคลื่อนการใช้สารเคมีที่มีความเสี่ยงสูง ป้องกันการจำกัดศัตรูพืช
.
.
.
ด้านนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย บอกว่าเกษตรกรกว่า 500,000 ราย ขอประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันขอยืนยันมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเดิมที่อนุญาตให้ใช้พาราควอต ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ฯ เนื่องจากตลอดสองปีที่ผ่านมา เกษตรกรป็นผู้รับเคราะห์มาโดยตลอด มีการจัดตั้งคณะทำงานหลายชุดตามข้อเสนอแบนสารเคมีของกระทรวงสาธารณสุข องค์กรอิสระ เอ็นจีโอ ท้ายที่สุดมติจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายก็ระบุชัดว่า ข้อมูลต่าง ๆ ของฝ่ายแบนนั้น หลักฐานไม่เพียงพอ แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลเหล่านั้นไม่มีน้ำหนัก ขาดความน่าเชื่อถือมาโดยตลอด แต่ฝ่ายเสนอแบนไม่เคยยอมรับมติ เผยแพร่ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตัวเกษตรกร ต้นทุนพุ่งกระทบต่อเศรษฐกิจการเกษตร สินค้าปลอมและสารเคมีนำเข้าผิดกฎหมายเกลื่อน ไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในการส่งออก ที่บอกว่าปาล์มน้ำมันทั่วโลกเลิกใช้พาราควอตเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จริงๆแล้วมาตฐาน RSPO เป็นมาตรฐานสมัครใจ ก็ยังให้ใช้พาราควอตตามเงื่อนไขที่จำเป็น และเป็นไปตามกฎระบียบของประเทศ เกษตรกรที่เข้ามาตฐาน RSPO มีกี่รายที่ทำได้ ตอนนี้อินโดนีเซียเองก็ยังออกจากมาตรฐาน RSPO มาใช้มาตรฐานของตนเอง
รวมทั้ง คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายฯ เคยรายงานต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้วว่า ไม่มีข้อมูลที่สามารถชื่อมโยงได้อย่างชัดเจนกับข้อกล่าวอ้างว่าพาราควอตเป็นสารก่อมะเร็ง โรคผิวหนัง อักเสบเนื้อเน่า การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกนั้นล้วนแต่ขาดความชัดเจนของข้อมูลอ ย่างโรคมะเร็งจากบุหรี่ในปีหนึ่งๆ ห้าหมื่นกว่าคน ทำไมไม่แบนบุหรี่
สิ่งที่เกษตรกรสงสัยที่สุด ตอนนี้ คือ ควมพยายามแบนพาราควอต อย่างรุนแรง และไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ควบคู่ไปกับ ความพยายาม "ผลักดันสารเคมีทดแทนตัวใหม่ ที่ราคาแพงกว่าหลายเท่า แถมสารที่แนะนำเอ็นจีโอที่อังกฤษ บอกว่าก่อมะเร็งและทำลายระบบประสาท สามารถตกค้างในสิ่งแวดล้อม ซึ่งสารทดแทนที่แนะนำนี้ ขายในไทยมานานแล้ว แต่เกษตรกรไม่ใช้เหตุพราะแพงและอันตรายกว่า งานนี้ อาจมีเบื้องหลังจากกลุ่มทุนรายใหญ่ร่วมแบน หากพารควอตยังอยู่ตัวนี้ก็ขายไม่ได้ ท้ายสุดเกษตรกรก็รับเคราะห์เหมือนเดิม
เกษตรกร 500,000 ราย อยากร้องขอ นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทรีโอชา และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อนที่ได้รับเสียงเลือกตั้งส่วนใหญ่จากเกษตรกร คณะกรรมการวัตถุอันตราย และ กรมวิชาการเกษตร พิจารณาจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ไม่ตามกระแสสังคม เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นประเทศชาติเสียหาย ประชาชนเดือดร้อน ต้องนำภาษีประชาชนมาใช้อีกกี่แสนล้านบาท อย่าใช้เกษตรกรเล่นเกมการเมือง และ เอื้อประโยชน์นายทุนที่อยู่เบื้องหลังการแบน