เรื่องราวเหล่านี้ หลายคนอาจไม่เชื่อ แต่มันเกิดขึ้นจริงในสังคมเรา และมี "ราคา" จากความเชื่อที่ว่าด้วย แต่หากย้อนกลับมามองในมุมพุทธศาสนาเกี่ยวกับความเชื่อต่างๆ นั้น พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า เมื่อใดที่มนุษย์ยังมีความกลัวอยู่ในตัวเอง ก็จะต้องสรรหาสิ่งของมาป้องกันตัวเอง แต่ในทางกลับกันพระพุทธเจ้าท่านทรงสั่งสอนเอาไว้ว่า "เราควรนำสติ สัมปชัญญะ มาใช้เป็นเกราะป้องกันสิ่งไม่ดี มากกว่าใช้ความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้มาปกป้องตัวเอง
"มีคนกลุ่มหนึ่งที่ตามหาสิ่งของเพื่อทำไสยศาสตร์แนวลึกลับ แต่พระพุทธศาสนาสอนให้เกิดความลึกซึ้ง หากคนที่ตายโหงจะมีอะไรวิเศษวิโสที่ช่วยเราได้ ทำไมไม่ไปเอาคนที่ทำเรื่องดีมาทำ อย่างเช่น ทหารที่ช่วยชาติไปตายในแนวรบ แต่กลับไปเอาคนตายที่สิ้นคิดสั้น มาทำของขลัง แล้วจะต่ออายุชีวิตคนที่ใช้ได้อย่างไร ฉะนั้น จึงขอให้สมองเราติดเครื่องกรองเอาไว้ เพื่อไม่ให้เสียค่าโง่ให้กับคนหลอกลวงที่มาหากินกับเรื่องเหล่านี้ ถ้าอยากร่ำรวยก็จงขยันทำมาหากิน อย่าไปเพ้อฝันกับของลมๆแล้งๆ เช่น "ชิม ช็อป ใช้" ยังได้ไม่ทุกคนเลย ฉะนั้น จึงอย่าไปหวังอะไรเลย
ส่วนหนึ่งก็มาจากสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองทำให้คนต้องหันมาหลอกกันเอง หากรรมหาเวรใส่กันในเรื่องของความเชื่อเรื่องลี้ลับ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ตามวิทยาศาสตร์ หากใครขาขึ้นก็รวยไป ฉะนั้น อย่าไปเชื่ออะไรกันมาก เพราะทุกสิ่งอยู่ภายใต้คำที่ว่า "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป"
ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความกลัวอยู่ในสมองอยู่ เขาก็จะคิดว่า โดนคุณไสย์ มนต์ดำเล่นงาน เขาจึงต้องหาสิ่งของมาป้องกันตัวเอง แต่พระพุทธเจ้าท่านได้บอกไว้ว่า เราควรนำสติ สัมปะชัญยะ และปัญญามาเป็นตัวป้องกันตนเอง ดีกว่าความเชื่องมงายแน่นอน
ความเชื่อกับไสยศาสตร์ เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่โบราณ แน่นอนว่า ทุกสิ่งบนพื้นฐานความเชื่อด้านไสยศาสตร์ มักมีทั้งด้านขาวและดำ ซึ่งทั้งหมดคือการกระทำเพื่อให้ได้มาสู่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่ต้องการ แต่หากมองในระยะยาว ความเชื่อเหล่านี้ อาจจะไม่สามารถช่วยให้ความทุกข์ที่มีอยู่หลุดพ้นได้...เพราะชีวิตจริงของคนเราก็มีให้เห็นอยู่เป็นอุทาหรณ์
ดนุพล นิวาเวศน์ ถ่ายภาพอนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์ ทีมล่าความจริง รายงาน