ฝ่ายบริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เตรียมผลักดันร่างกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินที่ตกทอดมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ห้ามสวมหน้ากากในการประท้วงหรือการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ แต่ตำรวจที่เผชิญวิกฤตการประท้วงตั้งแต่เดือนมิถุนายน มองว่า อาจจะยิ่งก่อปัญหาโดยไม่จำเป็น เพราะเวลาถูกจับ พวกเขาก็ต้องถอดหน้ากากอยู่แล้ว ทั้งโดยสมัครใจและถูกบังคับ แต่ถ้าบังคับใช้เป็นกฎหมาย คนที่สวมหน้ากากก็จะถูกมองว่ายั่วยุตำรวจ นำไปสู่ความขัดแย้ง ผู้ประท้วงก็จะพยายามหาช่องโหว่ด้วยการแสดงใบรับรองแพทย์ว่าป่วย ทำให้ต้องเสียเวลาตรวจสอบอีกว่าป่วยจริงหรือไม่ แต่ตำรวจบางคนกลับมองว่า น่าจะขัดขวางผู้ประท้วงวัยรุ่น ที่เป็นนักเรียนและไม่อยากเสี่ยงเปิดเผยตัวตน พวกเขาจะรู้สึกฮึกเหิมและมั่นใจเวลาสวมหน้ากาก แต่พอถูกจับและต้องถอดหน้ากาก ก็ร้องไห้และตัวสั่นอยู่ในรถตำรวจหรือสถานีตำรวจเพราะกลัวถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มองว่า กฎหมายฉบับนี้อาจเผชิญการท้าทายในศาล ถ้าเหตุผลในการสวมหน้ากากคือการป้องกันตัว แต่กฎหมายฉบับนี้บีบให้ประชาชนต้องสูดแก๊สน้ำตาของตำรวจ และการไม่ยอมให้ประชาชนมีเสรีภาพในการป้องกันตัวเอง เท่ากับเป็นการละเมิดเสรีภาพและความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ส่วนโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้คือจำคุก 1 ปี แต่ผู้สนับสนุนกฎหมายต้องการให้เพิ่มเป็น 10 ปี