หลังจากกลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้งส์และพันธมิตร หรือกลุ่มซีพี ผู้ชนะประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน นำเรื่องการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างมาเป็นเงื่อนไขในการลงนามสัญญากับการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. จนกระทั่งผ่านไปเกือบ 4 เดือนหลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบผลการประมูล
ล่าสุดอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ได้เรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และสรุปว่าคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนฯ ต้องแจ้งให้กลุ่มซีพีมาลงนามสัญญาภายในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ เพราะที่ผ่านมาได้ให้เวลากับกลุ่มซีพีมาพอสมควรแล้ว และไม่มีสิ่งใดที่ต้องเจรจาอีกต่อไป
สาเหตุที่ต้องกำหนดวันลงนามสัญญาที่ชัดเจน เพราะในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ จะครบกำหนดเวลาในการยืนราคาประมูล ซึ่งกลุ่มซีพีเสนอขอรับการอุดหนุนในวงเงิน 117,226.87 ล้านบาท หากภาครัฐยังไม่สามารถลงนามสัญญาได้ และการยืนราคาประมูลสิ้นสุดลง จะกลายเป็นว่าความผิดจากความล่าช้าตกอยู่กับภาครัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ เพราะจะเกิดความเสียหายมหาศาล จึงต้องให้ผู้ชนะประมูลลงนามสัญญาภายในเวลาที่กำหนด
รองนายกรัฐมนตรียืนยันว่า หากกลุ่มซีพีไม่ยอมลงนามสัญญา จะถูกริบหลักประกันจำนวน 2 พันล้านบาท และถูกขึ้น Black list ฐานละทิ้งงานตามระเบียบพัสดุ โดยจะขึ้น Black list บริษัททุกรายที่อยู่ในกลุ่มซีพี ซึ่งจะหมดสิทธิ์ประมูลงานภาครัฐอีกต่อไป
ส่วนกรณีที่กลุ่มซีพียื่นเงื่อนไขให้ รฟท.ส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมดก่อนนั้น รองนายกรัฐมนตรียืนยันว่า การส่งมอบพื้นที่ทั้งหมดก่อนจะก่อสร้างเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะโครงการก่อสร้างของภาครัฐและภาคเอกชนสามารถขอขยายเวลาได้ และไม่มีโครงการใดที่ก่อสร้างและส่งมอบงานได้ตรงตามกำหนดเวลาทั้งหมด โดยส่วนใหญ่จะให้เลื่อนเวลาออกไป เพราะมีปัญหาหน้างานที่ต้องแก้ไข กลุ่มซีพีจึงไม่ควรกังวลประเด็นนี้ และเมื่อลงนามสัญญาแล้ว ภาครัฐจะต้องแก้ปัญหาเรื่องการส่งมอบพื้นที่ เพื่อให้สามารถก่อสร้างได้
การที่รองนายกฯ อนุทิน ต้องออกโรงจี้ให้กลุ่มซีพีลงนามสัญญาภายในวันที่ 15 ตุลาคม ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบินเป็นหัวใจหลักของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือโครงการอีอีซี รัฐบาลจึงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนอย่างเต็มสูบ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ลงเงินลงแรงไปแล้วทั้งหมดจะสูญเปล่า
ไม่ว่าเหตุผลที่กลุ่มซีพียังไม่อยากลงนามสัญญาไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน จะมาจากความกังวลเรื่องการส่งมอบพื้นที่ หรือดีลในการจัดหาแหล่งเงินกู้ที่ยังไม่มีข้อสรุป หรืออาจประเมินแล้วว่าวงเงินที่เสนอขอรับการอุดหนุนจากภาครัฐนั้นต่ำเกินไป หรือจะเป็นเพราะข้อผิดพลาดในการประมูลโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร คงมีแต่กลุ่มซีพีเท่านั้นที่รู้คำตอบ แต่ที่แน่ๆ ภายในวันที่ 15 ตุลาคมนี้กลุ่มซีพีน่าจะยื้อต่อไปได้ยาก และคงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องลงนามสัญญากับ รฟท. เพื่อให้เป็นผลงานของรัฐบาลว่าสามารถผลักดันโปรเจกต์เรือธงในพื้นที่อีอีซีได้สำเร็จ