เนชั่นทีวี

ข่าว

อีไอซีชี้ประกันรายได้กลุ่มข้าวเจ้าได้ประโยชน์มากสุด

28 ส.ค. 2562 | orawan_jan

อีไอซีชี้ประกันรายได้กลุ่มข้าวเจ้าได้ประโยชน์มากสุด

อีไอซี ประเมินโครงการประกันรายได้จะบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวนาได้บางส่วน ชี้ชาวนาผู้ปลูกข้าวเจ้าได้ประโยชน์มากที่สุด แต่การบริหารจัดการภัยแล้งยังเป็นประเด็นสำคัญเร่งด่วน ส่วนส่งออกข้าวปีนี้คาดเหลือ 8.5 ล้านตัน

กัญญารัตน์ กาญจนวิสุทธิ์ นักวิเคราะห์อาวุโส Economic IntelligenceCenter (SCBEIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน กล่าวว่าอีไอซีได้ทำการประเมินกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2562/2563 รอบที่ 1 วงเงินรวมทั้งสิ้น 21,496 ล้านบาท โดยกำหนดการได้รับสิทธิในการชดเชยไม่เกินครัวเรือนละ40 ไร่ ซึ่งอีไอซีมองว่าชาวนาที่ปลูกข้าวเจ้าจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้มากที่สุดโดยได้รับเงินชดเชยส่วนต่างราคาข้าวเพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากราคาตลาดโดยเฉลี่ยในปัจจุบันในขณะที่ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวจะได้รับผลประโยชน์น้อยกว่าเนื่องจากราคาตลาดโดยเฉลี่ยในปัจจุบันใกล้เคียงราคาประกันแล้ว


สำหรับปริมาณส่งออกข้าวไทยปี 2562 น่าจะอยู่ที่8.5 ล้านตัน ลดลง 23% จากปี 2561 ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณผลผลิตข้าวที่ลดลงจากภาวะภัยแล้งรวมทั้งความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่ลดลงตามราคาข้าวในประเทศที่สูงขึ้นและค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น


นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปี2562/2563 และอนุมัติงบประมาณในการดำเนินโครงการวงเงินไม่เกิน 25,482 ล้านบาทโดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกข้าวปี 2019กับกรมส่งเสริมการเกษตรจำนวน 4.31 ล้านครัวเรือน ซึ่งจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่


อีไอซีมองว่า หากสถานการณ์ภัยแล้งยังไม่รุนแรงขึ้นกว่าปัจจุบันโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/2563 รอบที่ 1 นี้น่าจะใช้งบประมาณ 19,000 ล้านบาท แต่หากสถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงขึ้นโครงการนี้ก็น่าจะใช้งบประมาณลดลง เนื่องจากผลผลิตข้าวลดลง


สำหรับ ราคาข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวที่อยู่ในระดับสูงนี้เป็นผลมาจากปริมาณผลผลิตที่ลดลงจากสถานการณ์ภัยแล้งตั้งแต่ต้นปี 2562 อีกทั้งยังเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนที่ผ่านมาโดยปริมาณน้ำในเขื่อนในช่วงฤดูฝนในปี 2562 ในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวที่สำคัญ มีปริมาณน้ำน้อยใกล้ ซึ่งเป็นปีที่แล้งที่สุดในรอบ10 ปี ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตข้าวได้รับความเสียหายจำนวนมากโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ณ เดือนสิงหาคม 2562 นาข้าวเสียหายสิ้นเชิงจากภัยแล้ง600,000 ไร่ คิดเป็น 9% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ


อย่างไรก็ตาม โครงการประกันรายได้น่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวนาได้บางส่วนซึ่งการบริหารจัดการภาวะภัยแล้งยังเป็นประเด็นสำคัญเร่งด่วนมากกว่าโดยยังต้องจับตาในช่วงที่เหลือของปี 2562 หากสถานการณ์ภัยแล้งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความรุนแรงขึ้นจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตข้าวนาปีในปี 2562/2563 อย่างต่อเนื่องและส่งผลให้ปริมาณผลผลิตข้าวที่จะมาเข้าโครงการประกันรายได้ในรอบนี้อาจไม่สูงมากนักซึ่งจะทำให้โครงการนี้ไม่ได้ช่วยยกระดับรายได้ให้กับชาวนาได้อย่างเต็มที่


"แม้จะมีโครงการประกันรายได้และเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิต ซึ่งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวนาในระยะสั้นแต่ยังต้องให้ความสำคัญกับมาตรการระยะยาวควบคู่กันไปไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบในพื้นที่แหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญรวมถึงการขยายพื้นที่ชลประทานให้เพียงพอ นอกจากนี้ภาครัฐยังต้องส่งเสริมการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ ๆเพื่อรับมือต่อการแข่งขันส่งออกข้าวในตลาดโลกที่รุนแรงรวมถึงส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวราคาสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการบริโภคข้าวของตลาดโลกเช่น ข้าวกล้อง ข้าวออร์แกนิค ข้าวสี ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ กข.43 เป็นต้น มากขึ้นซึ่งข้าวกลุ่มดังกล่าวยังต้องการการยกระดับประสิทธิภาพการเพาะปลูกเพื่อลดต้นทุนและได้ผลผลิตเพียงพอต่อการส่งออกอีกด้วย"

ข่าวล่าสุด