อุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง "พรชนก" ฆ่าสามีญี่ปุ่น หวังเอาเงินประกัน
27 มิ.ย. 2562

ศาลชี้ พยานหลักฐานโจทก์ไม่ชัด ต้องยกประโยชน์ความสงสัยในหลักฐาน ขณะที่ "พรชนก" ยังมีคดีฆ่าหั่นศพครูญี่ปุ่นสอนภาษาอีกสำนวน ติดคุก 20 ปี.................
ข่าว
27 มิ.ย. 2562

ศาลชี้ พยานหลักฐานโจทก์ไม่ชัด ต้องยกประโยชน์ความสงสัยในหลักฐาน ขณะที่ "พรชนก" ยังมีคดีฆ่าหั่นศพครูญี่ปุ่นสอนภาษาอีกสำนวน ติดคุก 20 ปี.................
ที่ห้องพิจารณา 807 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 27 มิ.ย.62 เวลา 10.00 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 1 คดีฆ่าสามีญี่ปุ่น หมายเลขดำ อ.4571/2560 ที่พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง "นายสมชาย แก้วบางยาง" อายุ 52 ปี อาชีพรับจ้าง และ "นางพรชนก ไชยะปะ" อายุ 52 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว ซึ่งเคยเป็นภรรยา ของนายสมชาย โดยทั้งสองเป็นชาวสมุทรปราการ เป็นจำเลยที่ 1-2 ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กรณีที่ "นายคาซิโตชิ ทานากะ" อายุ 57 ปี สามีชาวญี่ปุ่นคนแรกของนางพรชนก เสียชีวิตจากการตกบันได เมื่อปี 2546 ซึ่งระหว่างการพิจารณาคดีทั้งสองถูกคุมขังในเรือนจำ
โดยศาลจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 มี.ค.61 ให้ลงโทษ "นายสมชาย แก้วบางยาง" จำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้จำคุกตลอดชีวิต โดยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุก 33 ปี 4 เดือน โดยให้ยกฟ้องนางพรชนก จำเลยที่ 2 เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยตามสมควร
ต่อมา อัยการโจทก์ ยื่นอุทธรณ์คดี ซึ่งระหว่างพิจารณานั้น จำเลยทั้งสองถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ และเนื่องจากปัจจุบัน "นางพรชนก" จำเลยที่ถูกคุมขังอยู่ในทัณฑสถานหญิงกลาง ในคดีอื่นด้วย จึงมีการเบิกตัวจำเลยที่ 2 มาฟังคำพิพากษาที่ศาลอาญา ซึ่งใกล้เคียงพื้นที่
โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้ง รับฟังได้เป็นที่ยุติว่าตามวัน-เวลาเกิดเหตุตามฟ้อง "นายสมชาย" จำเลยที่ 1 ฆ่านายคาซิโตชิ ทานากะ ผู้ตาย ด้วยการผลักผู้ตาย ตกลงไปที่ราวบันใดแล้ว ใช้มือกดลำคอจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย
จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทย์ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ซึ่งในชั้นสอบสวน "นายสมชาย" จำเลยที่ 1 รับสารภาพถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบว่าร่วมกันวางแผนก่อนเกิดเหตุ หรือ "นายสมชาย" จำเลยที่ 1 นั่งรอดูผู้ตายเดินออกจากห้องเป็นเวลาถึง 4-5 ชั่วโมงตามคำให้การ ซึ่งมูลเหตุจูงใจในการฆ่าที่ให้การไว้ ก็คงมีเพียงเรื่องที่ถึงหึงหวงตายกับ "นางพรชนก" จำเลยที่ 2 ที่ขึ้นไปนอนพร้อมกันเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทราบเรื่องเงินที่ทำประกันของผู้ตายแต่อย่างใด ดังนั้นพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนี้ให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ( ป.วิ อาญา) มาตรา 227 วรรคสองส่วน "นางพรชนก" จำเลยที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่า โจทก์มีพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่ามีส่วนร่วมกับ "นายสมชาย" จำเลยที่ 1 ในการฆ่าผู้ตายอย่างไร ซึ่งข้อเท็จจริงตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของ "นายสมชาย" จำเลยที่ 1 ก็ปรากฏเพียงว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายแล้วได้ไปเรียกจำเลยที่ 2 จากที่ห้องนอน แล้วจำเลยที่ 2 ก็เรียกให้คนช่วย ขณะที่จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธโดยตลอดว่าไม่มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำผิด
ส่วนที่โจทก์นำสืบถึงมูลเหตุจูงใจว่า "นางพรชนก" จำเลยที่ 2 จะได้รับเงินจากการประกันชีวิตจากผู้ตายนั้นโจทก์ก็ไม่มีหลักฐานว่า จำเลยที่ 2 ทราบเรื่องการทำประกันชีวิตของผู้ตายก่อนเกิดเหตุหรือมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจำเลยที่ 2 ได้รับเงินที่ได้จากการประกันชีวิตของนายคาซิโตชิ ทานากะ ผู้ตายมาแล้ว หรือหากจำเลยที่ 2 ได้รับเงินจากประกันชีวิตของผู้ตายจริงก็อาจเป็นเพียงการรับเงินตามสิทธิ์ของตนตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้รับประโยชน์ไว้ก็เป็นได้ แม้การที่จำเลยที่ 2 ไม่ให้คนใกล้ชิดเล่าเรื่องจำเลยที่ 1 อยู่ในที่เกิดเหตุให้คนอื่นฟังก็อาจเพียงต้องการช่วยเหลือ "นายสมชาย"จำเลยที่ 1 ซึ่งเคยอยู่กินฉันสามีมาก่อนเพื่อไม่ให้ต้องรับโทษจากที่ตนทราบหรือสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายในภายหลังก็เป็นได้ อีกทั้งยังเป็นการสั่งห้ามในวันถัดมาไม่ใช่ห้ามในวันเกิดเหตุทันที
ตามทางนำสืบของโจทก์ จึงยังไม่พอยืนยันว่า "นางพรชนก" จำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการฆ่าผู้ตายพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายหรือไม่ จึงยกประโยชน์ตาม ป.วิ อาญา มาตรา 227 วรรคสอง
โดยโจทก์มีเพียงพยานหลักฐานที่นำสืบมาเป็นพยานแวดล้อม อีกทั้งยังไม่อาจยืนยันข้อเท็จจริงได้ชัดแจ้งโดยปราศจากความสงสัย ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานโจทก์ที่นำเสนอมายังมีความสงสัยตามสมควร สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานกระทำการโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องหรือไม่นั้น และจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ใดหรือไม่ แล้วศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษ "นายสมชาย" จำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 228 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น "ศาลอุทธรณ์ภาค 1" เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ดี สำหรับ "นายสมชาย" จำเลยที่ 1 และ "นายพรชนก" จำเลยที่ 2 นั้น ยังถูกฟ้องคดีฆ่าผู้อื่นและหั่นชิ้นศพเพื่อปกปิดอำพรางคดี ซึ่งเป็นครูญี่ปุ่นสอนภาษา ที่นางพรชนกดูแลอยู่ด้วยกันอีกคดีด้วย โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 ยื่นฟ้องทั้งสองเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.57 ต่อศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ในคดีหมายเลขดำ อ.4330/2557 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญา หน่วงเหนี่ยวกักขัง ,ซ่อนเร้นทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย , ลักทรัพย์ในเวลาเคหะสถานในเวลากลางคืน มีไว้เพื่อนำออก และใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น
กรณีเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 13 ต.ค.57 จำเลย ร่วมกันวางแผนใช้อาวุธมีดปลายแหลมยาวแทงและฟัน นายโยชิโนริ ชิมาโตะ (YOSHINORI SHIMATO) ครูสอนภาษาญี่ปุ่น อายุ 79 ปี ซึ่งมีอาการป่วยนอนอยู่บนเตียงภายในบ้าน จ.สมุทรปราการ แล้วจับศีรษะ กดกับหมอนจนขาดใจตาย ก่อนหั่นชำแหละชิ้นส่วนอวัยวะเป็นชิ้นๆ ใส่ถุงถ่วงด้วยทรายนำไปทิ้งที่ คลองนางทิ้ง หมู่ 7 ที่ตำบลและอำเภอบางบ่อ จ.สมุทรปราการ แล้ว จำเลยร่วมกันเอาทรัพย์สินรวม 41,500 บาทของผู้ตายไป และยังใช้บัตรธนาคารต่าง ๆ กดเอาเงินสดของผู้ตายไปอีกรวม 520,000 บาท
โดยนายสมชายจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าฆ่าผู้ตายจนถึงแก่ความตายจริง แต่ไม่ได้ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และรับสารภาพข้อหาซ่อนเร้นทำลายศพเพื่อปิดบังสาเหตุการตาย ข้อหาลักทรัพย์ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าสะพาย สมุดเงินฝากธนาคาร กระเป๋าเงินแบบหนัง เงินสด 3,000 บาท และทรัพย์สินอื่น รวม 45,390 บาทส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ
ส่วนนางพรชนก จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาใช้บัตรเอทีเอ็ม ชนิดบัตรเดบิต ธ.กรุงเทพฯ สำนักงานใหญ่ สีลม ของผู้ตายไปใช้เพื่อประโยชน์ของการชำระสินค้า หรือเบิกเงินสด โดยจำเลยที่ 2 เลือกใช้บัตรเบิกถอนเงินสดผู้ตาย 15 ครั้ง รวมเป็นเงิน 7.2 แสนบาท ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ
ขณะที่ศาลอาญา มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 ม.ค.59 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่า นายสมชาย จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายด้วยการใช้อาวุธมีดปลายแหลม แทงและฟันผู้ตาย แล้วใช้หมอนกดศีรษะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจ โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องจริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงมีเหตุให้เชื่อได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายลักษณะปัจจุบันทันด่วน โดยมีสาเหตุจากความหึงหวง เป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 288 แต่ไม่ใช่การฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยจำเลยที่ 1 ชำแหละศพผู้ตายแล้วนำขึ้นรถกระบะของจำเลยที่ 2 ไปทิ้ง จึงพิพากษาให้ประหารชีวิตนายสมชาย จำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำเลยที่ 1 รับสารภาพจึงจำคุกไว้ตลอดชีวิต
ส่วนของนางพรชนก จำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งว่า อยู่ร่วมกันในบ้านที่เกิดเหตุ แล้วร่วมกันฆ่าผู้ตาย ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ยังมีความสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 วรรคสอง แต่จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้ตายไปเบิกถอนเงินสด 15 ครั้งรวมเป็นเงิน 7.2 แสนบาท ระหว่างวันที่ 28 30 ก.ย. และวันที่ 1 - 3 และ 5 - 13 ต.ค. 57 และร่วมซ่อนเร้นทำลายศพ รวมจำคุกทั้งสิ้น 24 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำเลยที่ 2 ทุกกระทงความผิดแล้วตามกฎหมายให้จำคุกสูงสุด เป็นเวลา 20 ปี
และให้ "นายสมชาย" จำเลยที่ 1 คืนเงินที่ลักไปทรัพย์รวม 45,390 บาท ส่วน"นางพรชนก" จำเลยที่ 2 คืนเงิน 7.2 แสนบาท ให้นายเท็ตซูโอะ บุตรชายของผู้ตายด้วย สำหรับข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง
ข่าวล่าสุด