ชาวบ้านแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ต่างช่วยกัน ขนก้อนหิน และนำไม้ไผ่มาสานเป็นช่องใส่ก้อนหินเพื่อทำฝายชะลอน้ำ พร้อมกันนี้ยังได้ปลุกหญ้าแฝกเพื่อเป็นการป้องกันการทลายของหน้าดินด้วย หลังจากพื้นที่ตำบลแก่นมะกรูด เกิดปัญหาการพังทลายของหน้าดิน ที่เกิดจากการเกษตร เนื่องจาก ในพื้นที่แก่นมะกรูดมีรถไถไม่น้อยกว่า 240 คัน การใช้เครื่องจักรไถพรวนหน้าดินในพื้นที่ลาดชันเพื่อทาไร่ กับการเผาหน้าดิน เป็นตัวเร่งการ ชะล้างพังทลายของดินให้รุนแรง และยังไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ยามหน้าแล้ง ตามโครงการ "หยุดการชะล้างพังทลายของดิน คืนชีวิตให้แก่นมะกรูด" ที่มีสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดาริ / มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กรมพัฒนาที่ดิน / จังหวัดอุทัยธานี และหน่วยงานภาคเอกชนเข้าร่วม
ด็อกเตอร์วิวัฒน์ ศัลยกาธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายกสมาคม ดินโลก บอกว่า ประเทศไทยพบพื้นที่ประสบปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน กว่า 108 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 33 ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอัตราส่วนการชะล้างพังทลาย ของดินของโลกและกลุ่มประเทศในเอเชียและแปซิฟิก ทั้งนี้เพื่อช่วยแก้ไขและป้องกันปัญหาความแห้งแล้งและการขาดแคลนอาหารในระยะยาว จึงศาสตร์พระราชา คือ การทำนาและคลองไส้ไก่ เพื่อกักเก็บน้าและตะกอน การปลูกหญ้าแฝก สร้างฝายชะลอน้า และปลูกป่า 5 ระดับ
ส่วนคุณเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานวางแผนยุทธศาสตร์ และพัฒนาความยั่งยืนองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จากัด (มหาชน) ตัวแทนภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า ได้เข้าร่วมโครงการด้านดิน เพราะเห็นว่าเป็นแนวที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อน เพราะดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่จะก่อให้เกิดชีวิต เป็นแหล่งอาหาร แหล่งพลังงาน หากดินเสื่อมภาพจะนาภัยพิบัติมาสู่ผู้คน โดยเฉพาะเกษตรกร ซึ่งการร่วมกันแก้ไขปัญหาการชะล้างพังทลายของดินด้วยการน้อมนาศาสตร์พระราชามาใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้า เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรในพื้นที่แก่นมะกรูดด้วย
และโครงการนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยและโลกในระยะยาว ยังเป็นการเทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพด้านการอนุรักษ์ และพัฒนาทรัพยากรดินของในหลวงรัชกาลที่ 9 และยังถวายเป็นพระราชกุศลแก่พระบาทสมเด็ดพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ด้วย