กกร. ออกประกาศคุมค่ารักษาพยาบาล สั่งให้แจ้งข้อมูลก่อนปรับราคายาภายใน 15 วัน พร้อมกำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนต้องแจ้งราคาซื้อขายขีดเส้น 45 วัน ก่อนเรียกคุย หลังพบบางรายมีส่วนต่างราคาซื้อกับขายตั้งแต่ 29.33% สูงสุด 8,766.79% ทำกำไรสูงสุดถึง 16,566%

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline
นายวิชัย โภขนกิจอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ(กกร.) ได้ลงนามในประกาศกกร. ฉบับที่ 52 พ.ศ.2562 เรื่องการแจ้งราคาการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายยารักษาโรค เวชภัณฑ์ค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลแล้วเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2562 ที่ผ่านมา และได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค.2562เป็นต้นไป






ทั้งนี้ ภายใต้ประกาศ กกร. ได้กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่ายส่ง ต้องแจ้งราคาซื้อ-ราคาจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ ค่าบริการตามรายการที่อยู่ในบัญชีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ (UCEP) เบื้องต้นอยู่ที่3,892 รายการและในอนาคตจะขยายผลให้ครอบคลุมรายการยาตามรหัสบัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานไทย (TMT)โดยบัญชียามีจำนวน 32,000 รายการ บัญชีเวชภัณฑ์ 868 รายการและค่าบริการทางการแพทย์ 5,286 รายการและยังกำหนดให้โรงพยาบาลที่มีการเปลี่ยนแปลงราคายาต้องแจ้งให้กรมทราบก่อนปรับราคาภายใน15 วัน หากไม่แจ้งราคาซื้อ-ราคาจำหน่ายตามที่ประกาศกำหนดจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละ 2,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง








"กรมได้ทำหนังสือถึงโรงพยาบาลเอกชนทั้ง353 แห่งแล้ว และให้ระยะเวลาในการแจ้งราคาซื้อขายภายใน 45 วันใครไม่แจ้งจะมีโทษตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหลังจากได้ข้อมูลมาครบแล้ว กรมจะนำขึ้นเผยแพร่บนเว็บไซต์ของกรมและโรงพยาบาลเอกชนต้องแสดงQR Code เปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวกด้วยรวมทั้งจะเรียกรายที่คิดราคาแพงเกินจริง หรือคิดกำไรเกินจริงมาสอบถามเหตุผลด้วย"นายวิชัยกล่าว




อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบเบื้องต้นของกรม พบว่า โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งมีส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายตั้งแต่ 29.33% จนถึงสูงสุด 8,766.79%หรือมีส่วนต่างราคาตั้งแต่ 10.83 บาท จนถึงสูงสุด 28,862 บาท และมีกำไรตั้งแต่47.73% ไปจนสูงสุด 16,566.67% โดยมีตัวอย่างยา เช่น ยา S_DOPROCT ราคายา17 บาท ขายเฉลี่ย 148 บาท ขายสูงสุด 303 บาท ยา ORFARIN ราคายา2 บาท ขายเฉลี่ย 13.75 บาท สูงสุด 36 บาท ยา XANDASE ราคายา3 บาท ขายเฉลี่ย 6 บาท สูงสุด 20 บาท ยา AMPHOTERICIN-B ราคายา452 บาท ขายเฉลี่ย 937 บาท ขายสูงสุด 2,200 บาท เป็นต้น





นายวิชัยกล่าวว่า ภายใต้ประกาศ กกร.ยังได้กำหนดเรื่องใบสั่งยาโดยกำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนประเมินค่ารักษาเบื้องต้นให้ผู้ป่วยทราบและต้องแจ้งราคายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ให้ผู้ป่วยทราบก่อนจำหน่ายหรือให้บริการ เมื่อผู้ป่วยร้องขอ และในการจำหน่ายยาสำหรับผู้ป่วยนอกให้โรงพยาบาลต้องออกใบสั่งยาตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรม และใบแจ้งราคายาให้ผู้ป่วยทราบล่วงหน้า โดยใบสั่งยาอย่างน้อย ต้องประกอบด้วยชื่อสามัญทางยาชื่อทางการค้า รูปแบบยา ขนาดหรือปริมาณ จำนวน วิธีใช้ ระยะเวลาในการใช้และใบแจ้งราคายาต้องประกอบด้วยชื่อยาตามใบสั่งยาและราคาต่อหน่วยหากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ





นอกจากนี้ยังได้ให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการในส่วนกลางและส่วนจังหวัดเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยกรณีมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการให้บริการรักษาพยาบาลที่เกินความจำเป็นหรือการคิดค่าบริการรักษาพยาบาลสูงเกินสมควร เช่น ปวดท้อง คิดราคา 3 หมื่นหรือปวดหัว แต่ให้บริการทั้งตรวจตา วัดชีพจร ตรวจลิ้น ทำทีซีสแกนหรือคิดค่าชะโงกจากการนำแพทย์มาให้บริการหลายคน เป็นต้น ซึ่งหากผู้บริโภคเห็นว่ามีการคิดราคาสูงเกินสมควรจริงและร้องเรียเข้ามาและพบว่าผิดจริง จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ