สู่กรุง
"จากหัวลำโพง พี่ชุบพามานั่งรถ ซึ่งสองข้างทางทำให้ผมแทบตาไม่กะพริบจนมาถึงตรอกบ้านบาตรซึ่งเป็นบ้านของพระยาบรรณสิทธิ์ทัณการ หรือ อะดุง ศิลปีกุล เป็นผู้ใหญ่ที่พ่อผมให้ความเคารพนับถืออย่างสูง ท่านและคุณหญิงมีน้ำใจประเสริฐมาก ท่านให้ความเมตตาและปรานี ซึ่งผมไม่มีวันจะลืมได้
"พี่ชุบอยู่บ้านหลังนี้มาก่อนแล้ว ตอนนั้นพี่ชุบเรียนธรรมศาสตร์และทำงานไปด้วย ท่านพระยาบรรณสิทธิ์และคุณหญิงท่านให้ความรักและเลี้ยงดูเราเหมือนเป็นลูกหลานคนหนึ่ง ส่วนพี่ๆคนอื่นไม่ได้อยู่ด้วยกัน พี่ขยัน (ขยัน ติณสูลานนท์) เป็นนักเรียนประจำที่เซนต์โยเซฟ ส่วนนึก (สมนึก ติณสูลานนท์) เขาไปเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนๆ
วันแรกๆที่ผมเข้ามาพักที่บ้านของผู้มีพระคุณทั้งสอง ผมรู้สึกเหงามาก บ่อยครั้งที่ผมอยู่คนเดียว เพราะพี่ชุบต้องออกไปทำงาน"
ยามเหงาเช่นนี้ ทำให้คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ และคิดถึงวีรณรงค์ น้องคนเล็กและเพื่อนๆที่สงขลามาก
ความรู้สึกคิดถึงบ้านของนักเรียนบ้านนอกที่เข้าเมืองกรุง แทบจะไม่แตกต่างกัน เพราะแรกๆนั้นแสนเหงา อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว สุดแสนจะทรมาน
เด็กหนุ่มชื่อ "เปรม" ก็หนีความรู้สึกสามัญธรรมดาเช่นที่ว่าไปไม่พ้น
"ระหว่างที่รอคอยจะสอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยม ๗ และ ๘ ที่โรงเรียนไหนดี พี่ชุบและพี่เก่าจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ ได้แนะนำให้ผมไปสอบเข้าที่สวนกุหลาบวิทยาลัยอยู่ตรงเชิงสะพานพุทธ ซึ่งสมนึกกำลังเรียนอยู่ และเขากำลังชื่อดังมากในฐานะแบ๊กฟุตบอลรุ่นใหญ่จนได้เสื้อและหมวกสามารถ
กิตติศัพท์เขาเป็นที่ร่ำลือกันมากที่เตะฟุตบอลข้ามหลังคาตึกยาวไปตกที่วัดเลียบ (วัดราชบุรณราชวรวิหาร) ซึ่งอยู่ข้างๆกันนั้นบ่อยๆ
พอผมได้ยินชื่อ "สวนกุหลาบฯ" ผมตกใจเพราะโรงเรียนนี้เป็นที่กล่าวขวัญกันว่า เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง นักเรียน ครูบาอาจารย์ล้วนแต่เก่งๆนักเรียนสวนกุหลาบฯสอบชิงทุนไปนอกได้มากทุกปีใครๆก็อยากเข้าสวนกุหลาบฯกันทั้งนั้น
เราต้องไปแข่งกับคนมีความสามารถ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเด็กกรุงเทพฯ คงเก่งกว่าเราที่เป็นเด็กบ้านนอก"
"พี่หมอนรสิงห์ เป็นคนพาผมไปสมัครสอบ ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่า โรงเรียนสวนกุหลาบฯอยู่ที่ไหน ?
ผู้รับสมัครก็คือ "หลวงเสขสุนทร" ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ฝ่ายปกครองโรงเรียนสวนกุหลาบฯ
ผมยังจำได้ ท่านถามพี่หมอนรสิงห์ว่า "เธอพาใครมา"
พี่หมอตอบว่า "เขามาจากบ้านนอก ไม่มีญาติพี่น้อง ผมเลยพามาสมัคร"
เมื่อผมสมัครสอบแล้วก็กลับมาบ้านพระยาบรรณสิทธิ์ทัณฑการที่พักของเรา
ผมมุมานะดูหนังสือเป็นการใหญ่ต้องสอบเข้าให้ได้แม้ว่าผู้สอบเข้าล้วนแต่เรียนเก่งกันทั้งนั้นก็ตาม
อีกประการหนึ่ง สมนึกก็สอบเข้าเรียนสวนกุหลาบฯได้ ต่อมา บุญ ( สมบุญ ติณสูลานนท์ ) ก็มาสอบเข้าเรียนสวนกุหลาบฯได้อีกทำไมเราจะสอบเข้าไม่ได้"
"ผมตั้งใจสอบอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพื่อความภูมิใจของตัวผมเท่านั้น แม่ พ่อ และพี่ๆ หรือแม้แต่ครูเคล้าก็คงจะภูมิใจด้วยเมื่อปรากฏผลออกมา ปรากฏว่า "ผมสอบได้"
ผมได้เป็นนักเรียนสวนกุหลาบฯแล้วโรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในการเรียนและการมีระเบียบวินัยผมได้มีโอกาสนุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ เสื้อราชปะแตน กระดุม ๕ เม็ด ใส่หมวกใบลานทรงกลม ถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้ายางหรือหนังสีดำ
ผมเข้าเรียนชั้นมัธยม ๗ แผนกวิทยาศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๔๗๙ ได้เลขประจำตัว ๗๕๘๗ ตอนนั้นมี มิสเตอร์ เอ.ซึ. เชอร์ชิลล์ เป็นอาจารย์ใหญ่ มีครูหนู อมาตยกุล และขุนสิขสุนทร์ เป็นครูประจำชั้นในระยะที่เรียนอยู่ ๒ ปี โรงเรียนสวนกุหลาบฯ เป็นพ่อแม่วิชาการแห่งที่ ๒ ของผม
"ผมพบเพื่อนเก่าคือ คุณสิทธิ เศวตศิลา ( พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี ) ที่เคยเรียนกันมาเมื่อตอนชั้นประถมที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา คุณศุลี มหาสันทนะ ( ร.อ.ท.ศุลี มหาสันทนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ) คุณชาญ มนูธรรม ( ร.ต.ท.ชาญ มนูธรรม อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ) มาพบกันที่นี่และก็มาร่วมรัฐบาลกันภายหลัง""เรียนที่สวนกุหลาบฯ เรียนกันอย่างคร่ำเคร่งครูที่นี่ล้วนแต่มีคุณภาพสูง มีความสามารถมากเมื่อเทียบกับโรงเรียนส่วนภูมิภาค มีครูฝรั่งสอนหลายคน ตั้งแต่อาจารย์ใหญ่ ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ ครูสอนคณิตศาสตร์ ครูอาจารย์ทั้งไทยและฝรั่ง ท่านจริงจังที่จะสอนพวกเราให้เป็นคนดีและได้รับความรู้ที่แท้จริงครูบางคนเพียงกระแอมไอ นักเรียนจะขนหัวลุกเกรียว เช่น หลวงเสขสุนทร และครูฟู เป็นต้น"
ตอนที่ผมเรียนอยู่สวนกุหลาบฯ พ่อส่งเงินมาให้ใช้เดือนละ ๑๐ บาท ตอนนั้นพ่อไม่มีรายได้อะไรแล้ว นอกจากเงินบำนาญพี่ชุบ ซึ่งทำงานแล้วก็แบ่งให้ใช้บ้าง พี่ขยันก็แบ่งให้ใช้บ้าง เพราะเป็นนักเรียนประจำ มีอาหารการกินพร้อมอยู่แล้วสมัยนั้นเงิน ๑๐ บาทก็มากแล้วนะ ผมใช้ไม่หมด และผมก็ไม่ได้เที่ยวเตร่มุ่งแต่เรียนเพื่อนๆผมที่สวนกุหลาบฯล้วนแต่คนดีทั้งสิ้นคนที่ให้ความช่วยเหลือผมอย่างมากก็คือ บุญเกิด ประภาศิริ (เพื่อนสนิทที่สอบเข้าเรียนทหารด้วยกัน แต่ปีปัญหาสุขภาพจึงต้องออกจากโรงเรียนตอนปีที่ ๒)
"ผมสอบผ่านจากชั้นมัธยม ๗ ไปได้ด้วยดี และเรียนชั้นมัธยม ๘ เราเรียนกันหนักมากทั้งแข่งขันกับตัวเองและแข่งขันกับเพื่อนฝูงและระหว่างในช่ว่งใกล้สอบชั้นมัธยม ๘ นั่นเอง สิ่งที่ผมเป็นห่วงใยได้เกิดขึ้นแล้ว
แม่ได้ล้มป่วยลง
ผมไม่มีโอกาสไปดูแลช่วยหยิบหยูกยาให้แม่ได้ เพราะอยู่ห่างไกลกันแต่ใจนั้นอยู่ใกล้ผมได้สวดมนต์ภาวนาให้แม่หายวันหายคืนเพราะที่จะให้ความอบอุ่นแก่ชีวิตผมและพี่น้องผมต่อไป"
ความรักใดเล่า จะยิ่งใหญ่เกินไปกว่าความรักของบุตรที่มีต่อมารดา ในสถานะของความเป็น "ลูก" กตัญญูต่อแม่บังเกิดเกล้า
"ในที่สุด ร่มโพธิ์ของผมก็หักโค่นลง
แม่ได้เสียชีวิตที่บ้านพักสงขลา เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๘๐
ลูกๆในกรุงเทพฯไม่สามารถไปร่วมงานศพได้ เพราะอยู่ในระหว่างสอบพ่อซึ่งเดินทางขึ้นมาจากสงขลา มาบอกข่าวการจากไปของแม่แก่ลูกๆได้เดินทางกลับไป และเก็บศพแม่ไว้เมื่อเสร็จสิ้นการสอบแล้ว ลูกๆทุกคนไปช่วยจัดงานเผาศพให้แม่ที่วัสระเกศ อ.เมือง สงขลา"
"เป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง"
ถ้าหากผมแลกชีวิตได้ผมก็จะแลก เพื่อให้แม่อยู่ดูโลกต่อไป
หลังจากเผาศพแม่แล้ว ก็นำกระดูกแม่ไปเก็บไว้ที่วัดหน้าพระบรมธาตุ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งที่วัดนี้เป็นอนุสรณ์สถานบรรจุอัฐิตระกูลติณสูลานนท์
"เมื่อแม่เจ็บหนักและจากไป ความใฝ่ฝันที่จะเป็นหมอในสมัยเด็กๆได้ผุดขึ้นมาในสมองอีก แต่ผมทำไม่ได้เสียแล้วสติปัญญาผมอาจจะเรียนได้ แต่ไม่มีเงินที่จะเรียน
บุญเกิด เพื่อนรักเพื่อนสนิทของผมจึงแนะนำไปเข้าโรงเรียนนายร้อย
หลังจากที่ผมจบมัธยม ๘ ปี พ.ศ.๒๔๘๑ ( ปีการศึกษา ๒๔๘๐ ) จึงตัดสินใจไปสอบเข้าที่นั่น
ตอนแรกผมไม่ได้สนใจมาก่อนว่านักเรียนนายร้อยเป็นอย่างไร และไม่รู้ว่าโรงเรียนนายร้อยอยู่ที่ไหนด้วยซ้ำ
"บุญเกิด อีกนั่นแหละที่พาผมไปสมัคร เราสมัครด้วยกันและสอบได้ทั้งคู่พร้อมกับเพื่อนจากสวนกุหลาบฯอีกหลายคน
ผมได้เป็นนักเรียนนเทฆนิคทหารบกอย่างสมบูรณ์ เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๑ ผมเป็นรุ่นที่ ๕ มีเพื่อนร่วมรุ่น ๕๔ คนถ้าแม่อยู่ แม่คงจะดีใจ
ทั้งๆที่ตอนนั้นที่บ้านผมไม่ค่อยมีใครสนใจที่จะเป็นทหารกันนัก"ชีวิตผมเริ่มบทใหม่แล้ว
และได้กล่าวคำปฏิญาณต่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งพระองค์ทรงให้กำเนิดสถาบันแห่งนี้ว่า
"ข้าพระพุทธเจ้าจักรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต"
ที่มา หนังสือรัฐบุรุษที่ชื่อเปรม, มูลนิธิรัฐบุรุษ