เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2562
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2562 ขยายตัวร้อยละ 2.8 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 3.6
ในไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2562 ขยายตัวจากไตรมาสที่สี่ของปี 2561 ร้อยละ 1.0 (QoQ_SA)
ด้านการใช้จ่าย มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวดีต่อเนื่องของการบริโภคภาคเอกชนการลงทุนภาคเอกชน และการขยายตัวเร่งขึ้นของการใช้จ่ายของรัฐบาล ในขณะที่การส่งออกสินค้าปรับตัวลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้า การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว
ในเกณฑ์สูงร้อยละ 4.6 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 5.4 ในไตรมาสก่อนหน้าโดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากฐานรายได้และการจ้างงานที่ขยายตัวต่อเนื่องอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ การดำเนินมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐและการปรับตัวเพิ่มขึ้นของความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยในไตรมาสนี้การใช้จ่ายซื้อสินค้าคงทนขยายตัวต่อเนื่องสอดคล้องกับยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ขยายตัวร้อยละ 12.3ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดสินค้าอื่น ๆ ขยายตัวในเกณฑ์ดีโดยดัชนีปริมาณการใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนดัชนีปริมาณการนำเข้าสินค้าหมวดสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มดัชนีปริมาณการค้าปลีกสินค้ากึ่งคงทนและดัชนีภาษีมูลค่าเพิ่มหมวดโรงแรมและภัตตาคาร ขยายตัวร้อยละ 11.9 ร้อยละ 7.6ร้อยละ 1.8 และร้อยละ 3.2 ตามลำดับ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ68.1 การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 3.3 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.4 ในไตรมาสก่อนหน้าอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายรวมในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 22.3(สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 22.0 และสูงกว่าอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 18.8ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน)
การลงทุนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 4.2 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ดีร้อยละ4.4 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 5.5 ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวร้อยละ 5.1และการลงทุนในสิ่งก่อสร้างที่ขยายตัวร้อยละ 1.8 ส่วนการลงทุนภาครัฐลดลงเล็กน้อยร้อยละ0.1 เท่ากับการลดลงร้อยละ 0.1 ในไตรมาสก่อนหน้าโดยการลงทุนของรัฐวิสาหกิจลดลงร้อยละ 1.4 ในขณะที่การลงทุนของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ0.6 อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 15.5เทียบกับอัตราเบิกจ่ายร้อยละ 17.4 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
ในด้านภาคต่างประเทศการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 60,221 ล้านดอลลาร์ สรอ.ปรับตัวลดลงร้อยละ 3.6 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.3 ในไตรมาสก่อนหน้าตามการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและการปรับตัวของผู้ประกอบการในต่างประเทศต่อมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน โดยปริมาณการส่งออกลดลงร้อยละ 3.9 ในขณะที่ราคาส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 กลุ่มสินค้าส่งออกที่มูลค่าลดลงเช่น ข้าว (ร้อยละ -10.1) มันสำปะหลัง (ร้อยละ -14.2) ยางพารา (ร้อยละ -8.9)น้ำตาล (ร้อยละ -16.5) รถยนต์นั่ง (ร้อยละ -8.4) ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์(ร้อยละ -0.8) เคมีภัณฑ์ (ร้อยละ -7.1) ปิโตรเคมี (ร้อยละ -6.2)ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (ร้อยละ -9.2) เครื่องจักรและอุปกรณ์ (ร้อยละ -2.9) และกุ้งปู กั้งและล็อบสเตอร์
(ร้อยละ -14.2) เป็นต้น กลุ่มสินค้าส่งออกที่มูลค่าขยายตัว เช่นรถกระบะและรถบรรทุก (ร้อยละ 6.8) คอมพิวเตอร์(ร้อยละ 42.6) และผลิตภัณฑ์ยาง (ร้อยละ 4.8) เป็นต้น การส่งออกไปยังจีน ญี่ปุ่นสหภาพยุโรป (15) อาเซียน (5) ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง (15) ปรับตัวลดลงขณะที่การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศ CLMV ขยายตัวเมื่อหักการส่งออกทองคำที่ยังไม่ขึ้นรูปออกแล้ว มูลค่าการส่งออกลดลง
ร้อยละ 3.8 เมื่อคิดในรูปของเงินบาท มูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงร้อยละ 3.3 ส่วนการนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 53,393 ล้านดอลลาร์ สรอ. ลดลงร้อยละ 2.9 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 7.5 ในไตรมาสก่อนหน้าสอดคล้องกับการลดลงของการส่งออก โดยปริมาณการนำเข้าลดลงร้อยละ 3.0 ในขณะที่ราคานำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2