ด้านรศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม กล่าวว่า จากกรณีที่เด็กอายุ 1 ขวบ ซึ่งมีภาวะแซงซ้อนที่เกิดจากการรักษา ตนเองก็ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของน้องที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ที่มีผิวหนังที่ตายซึ่งตัวน้องได้เข้ามารับการรักษาเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งในเบื้องต้นทางเราคิดว่า เป็นอาการแพ้ยาของน้อง เพราะน้องมีการรับประทานยาปฏิชีวนะมาด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งทางโรงพยาบาลก็รับน้องเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาล
จนเมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ก็ได้มีการให้น้ำเกลือ กับน้องคนดังกล่าว ซึ่งหลังจากให้น้ำเกลือเสร็จแล้ว ทางน้องก็มีการงอแง ร้องไห้บ้าง เมื่อให้ไปตรวจก็พบว่า ทางสายน้ำเกลือไม่ได้เข้าไปในเส้นเลือด แขนมีอาการบวม หลังจากนั้นแล้วก็เป็นเหตุการณ์ผลแทรกซ้อนตั้งแต่วันที่ 8 ตอนเช้า จนถึงวันที่ 10 ตอนเย็นก็มีคุณหมอไปดูเหตุการณ์ ส่วนใหญ่เมื่อมีภาวะการณ์ขาดเลือดของผิวหนัง อาการนั้นตอนแรกก็จะทำให้ผิวคล้ำๆ หลังจากนั้นก็จะมีน้ำออกมาและก็จะแห้งลง
อย่างไรก็ตามการประสานงานตั้งแต่วันที่ 8ถึงวันที่ 10 ทางพ่อของน้องก็ยังไม่ได้รับการประสานงานเป็นที่หน้าพอใจ แต่ถึงอย่างไรก็ตามทางโรงพยาบาลก็ยินดีที่จะรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งรับตัวน้องไว้รักษาอย่างต่อเนื่องจนกว่าอาการจะเป็นที่หน้าพอใจของพ่อกับแม่น้อง
ส่วนการแทงน้ำเกลือเข้าเส้นเลือดนั้น พยาบาลที่ทำการแทงน้ำเกลือนั้นก็ต้องมีการเทสก่อนว่าน้ำเกลือได้เข้าไปในเส้นเลือดแล้วหรือไม่ ส่วนในกรณีของน้องที่เป็นเด็กอยู่นั้นบาดแผลหายจะหายเร็วขึ้นเพราะเซลล์ต่างๆยังคงดีอยู่ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การแทงน้ำเกลือเข้าเส้นเลือดโดยเฉพาะเด็กๆนั้น เราต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะเด็กยังสื่อสารกับเราไม่ได้ ส่วนพยาบาลที่ทำหน้าที่ตรงนี้ขณะนี้ก็ออกมารับผิดชอบแล้วและอยู่ในช่วงการทำใจ
นายนายปัญญา มหาสุข อายุ 31 ปี พ่อของเด็กนั้นบอกกับผู้สื่อข่าวว่าตนเองก็รู้สึกสบายใจขึ้นที่ทางโรงพยาบาลออกมารับผิดชอบอย่างนี้แต่ก็ต้องใช้เวลารักษาซักระยะหนึ่งกว่าลูกของตนเองจะหายหรือดีขึ้น และตนเองก็อยากฝากบอกพยาบาลที่ดูแลเด็กให้พยาบาลให้หมั่นเดินตรวจดูเด็กๆบ้างที่มาทำการรักษา
.