เนชั่นทีวี

ข่าว

สสส. รณรงค์ขับรถไม่แชทมือถือ

10 เม.ย. 2562 |

สสส. รณรงค์ขับรถไม่แชทมือถือ

ทำไมไลน์ไปไม่ตอบ และนี่คือ 5 เหตุผลที่ดี ที่เราจะไม่ตอบไลน์ไม่ตอบแชทในระหว่างขับรถ (เดี๋ยวถึงที่หมายแล้วจะตอบไลน์นะ!) สงกรานต์นี้ กลับบ้านปลอดภัย จาก สสส.

ตอนขับรถ แล้วมีเสียงไลน์เด้ง เสียงเมสเซนเจอร์ดัง หลายครั้งที่เรารู้สึกว่า เหลือบไปดูนิดเดียว กดตอบนิดเดียว แชทนิดเดียว.. ไม่เป็นไรหรอกแต่จริงๆ แชทนิดเดียว.. ก็เป็นเรื่องแล้ว เพราะระหว่างที่ตามองจอ อย่าลืมว่าเท้าของคุณก็ยังคงเหยียบคันเร่งต่อไป แค่ 6 วินาทีที่เหลือบตาดูข้อความ มันกินเวลาไปอีก 27 วินาที ในการเรียกสมาธิกลับคืน รวมๆ แล้ว อ่านแชทที วอกแวกจากการขับรถไปเป็นระยะทางร่วม 3 สนามฟุตบอล!

สสส. รณรงค์ขับรถไม่แชทมือถือ


ถ้าคุณขับรถด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง นั่นแปลว่าทุกๆ 1 วินาที รถจะขยับไปข้างหน้า 16.6 เมตร การที่คุณตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านหรือตอบข้อความ มันอาจจะใช้เวลาแค่ 6 วินาทีก็จริง แต่นั่นก็เท่ากับคุณปล่อยให้รถเคลื่อนที่โดยไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการขับขี่ เป็นระยะทางเกือบ 100 เมตร หรือเทียบเท่ากับด้านยาวของหนึ่งสนามฟุตบอล ซึ่งชั่วขณะที่เราละสายตาจากถนนนี้เองที่เราไม่มีทางรู้เลยว่า เราจะขับผ่านหรืออาจพุ่งไปชนเด็ก เฉี่ยวมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ข้างทาง หรือจะมีสุนัขวิ่งตัดหน้ารถหรือเปล่าไม่ใช่แค่นั้น ขณะที่คุณขับรถ สายตา ของคุณจะส่งข้อมูลไปยังสมองเพื่อสั่งการและควบคุมแขนและมือให้ยึดพวงมาลัยไปตามทิศทางที่ต้องการ ดังนั้น หากละสายตาจากถนนและเสียสมาธิในการควบคุมพวงมาลัยไปกับการใช้โทรศัพท์ ก็อาจจะทำให้การควบคุมมือและแขนที่พวงมาลัยนั้นผิดทิศผิดทาง รถของคุณก็อาจจะขยับไปในเลนที่ไม่ถูกต้อง แถมมือของคุณก็อาจจะบิดไปตามแรงเอี้ยวตัวเพื่อหยิบหรือใช้โทรศัพท์อีกด้วยนอกจากเรื่องของการละสายตาจากถนนแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านการขับขี่ของฟอร์ดยังระบุว่า การขับขี่บนถนนปกติต้องใช้พลังงานสมองมากถึง 85% เนื่องจากสภาพการณ์ต่างๆ รอบตัวเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาในชั่วระยะเวลาอันสั้น มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะทำอย่างอื่นไปพร้อมกับการขับรถอย่าลืมว่าถนนเส้นนี้ไม่ได้มีรถของคุณอยู่คันเดียว องค์กรบริหารความปลอดภัยบนท้องถนนของสหรัฐอเมริกา (NHTSA) ระบุว่า การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ขาดสมาธิในการขับรถ และส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 23 เท่าhttps://www.prachachat.net/public-relations/news-47402https://www.nhtsa.gov/sites/nhtsa.dot.gov/files/811299.pdf

สสส. รณรงค์ขับรถไม่แชทมือถือ

แต่ถึงจะบอกว่าใช้โทรศัพท์เฉพาะตอนรถติดไฟแดง หรือมีอุปกรณ์ Hand Free ที่ช่วยเราให้ไม่ต้องใช้มือถือโทรศัพท์ ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะปลอดภัย 100%
เพราะทุกครั้งที่ต้องเบนความสนใจจากการขับรถ ไปใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ คุณจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 27 วินาที ในการเรียกสมาธิกลับมาจดจ่อที่การขับขี่อีกครั้ง
งานวิจัยของ Sarah Simmons จาก University of Calgary ระบุว่า หากคุณเสียสมาธิระหว่างขับรถ จะเกิดความเสี่ยงจากการที่ความสามารถในการขับขี่เหล่านี้ลดลง
- ความสามารถในการตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นตรงหน้า รวมถึงการหักรถเพื่อหลบเลี่ยงการชนกับผู้ขับขี่ยานพาหนะต่างๆ รวมถึงคนเดินเท้าด้วย- ความสามารถในการแปลความสัญญาณต่างๆ บนท้องถนน- ความสามารถในการประคองรถให้อยู่ในเลนที่ปลอดภัย- ความสามารถในการขับขี่ในความเร็วที่อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยและรักษาระยะห่างจากยานพาหนะคันอื่น- ความสามารถในการเลี่ยงไม่ให้เกิดอุบัติเหตุรถชน
ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้ จริงๆ แล้วเราควบคุมได้ เพียงแค่ไม่แชทหรือโทรขณะขับรถ แต่ดูจากสถิติของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุแล้ว พบว่าปี 2561 ที่ผ่านมา มีอุบัติเหตุรุนแรงที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน (ช่วงวันสงกรานต์) สูงถึง 3,724 ครั้ง และส่วนใหญ่เกิดจากความผิดพลาดหรือประมาทของผู้ขับขี่
https://phys.org/news/2015-10-seconds-inattention-car-smartphone.htmlhttp://www.accident.or.th/index.php/2017-12-04-07-32-28/123-2551-9

สสส. รณรงค์ขับรถไม่แชทมือถือ


ความประมาทแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ที่บริเวณแยกไฟแดง เพราะนอกจากการพยายามเหยียบให้มิด เพื่อให้พ้นแยกโดยเร็วที่สุดแล้ว หลายคนยังคูณความเสี่ยงอันตรายเข้าไปด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือด้วย
อย่างกรณีชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ตัดสินใจกดรับวิดีโอคอลจากแฟนที่อยู่ไกลกันในระหว่างขับรถผ่านแยก เขายังคงเหยียบคันเร่งด้วยความเร็วแบบที่หวังจะพุ่งผ่านไฟแดงนี้ไปให้ไ้ด้ โดยไม่ทันมองสัญญาณไฟที่เปลี่ยนไป รถของเขาก็พุ่งชนกับรถที่วิ่งมาจากอีกฝั่ง
ตำรวจจราจร สน.บางซื่อ ที่ควบคุมสัญญาณไฟวันนั้นเล่าว่า "รถยับสิครับ ไฟแดงแล้วแต่ไม่เงยหน้ามอง รถอีกฝั่งมันก็วิ่งมาเบาๆ แต่ผู้ชายที่ขับมาจากฝั่งที่ไฟแดงแล้วเนี่ยเละ เพราะวิ่งมาเร็ว ลองคิดภาพคุณเหยียบมาเรื่อยๆ แบบตั้งใจจะผ่านไฟเขียวข้ามแยกไป แต่คุณลืมดูว่ามันไฟแดงแล้ว คือคุณไปชนเขานะ ยังไงก็ผิด แต่เห็นว่าผู้ชายคนนี้คอหัก เพราะกระแทกแรงตอนก้มหน้าอยู่ด้วย ก็คงไม่ได้ขับรถไปอีกนาน"
ความประมาทในการขับขี่แม้เพียงไม่กี่วินาที มันไม่ได้หมายถึงชีวิตของเราคนเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ร่วมใช้ถนน และคนที่รักเราด้วย

สสส. รณรงค์ขับรถไม่แชทมือถือ


ผลสำรวจออนไลน์ของ Global Web Index โดย Ford Motor Company ที่มีคนไทยร่วมตอบแบบสอบถามนี้ด้วย 500 คน พบว่า 46% ของอุบัติเหตุบนถนนมาจากการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ
นอกจากนั้นยังมีตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับการแชทแล้วขับ เช่น- 73% ใช้โทรศัพท์ขณะที่การจราจรติดขัดหรือรถติดไฟแดง- 69% บอกว่า ปัจจัยที่ทำให้วางโทรศัพท์ในเวลาขับขี่มากที่สุดคือเมื่อพบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ- 52% เคยหรือเกือบจะประสบอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากการขับขี่ที่ขาดสมาธิ- 42% ระบุว่าไม่ใช้โทรศัพท์เมื่อเดินทางกับลูกหรือเด็ก- 38% พยายามไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถอยู่ แต่สุดท้ายก็ใช้!- 36% บอกว่า พวกเขาเล่นโซเชียลมีเดียต่างๆ ขณะขับรถ
และจริงๆ แล้วเราต่างก็รู้ถึงอันตรายของการแชทแล้วขับกันดี เพราะ 75% ของผู้ทำแบบสำรวจยังคิดว่า โทษของการขับขี่โดยประมาทควรมีความรุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่!

สสส. รณรงค์ขับรถไม่แชทมือถือ

เพื่อป้องกันอันตรายบนท้องถนน รวมถึงการสูญเสีย ไม่ว่าจะชีวิตหรือทรัพย์สิน จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายว่า "หากผู้ขับรถใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับรถ เว้นแต่การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยมีอุปกรณ์เสริมสำหรับสนทนาหรือสมอลทอล์ก โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์ จะมีโทษปรับไม่เกิน 400-1,000 บาท"

สสส. รณรงค์ขับรถไม่แชทมือถือ

ดังนั้น หากมีเหตุฉุกเฉินต้องติดต่อใครจริงๆ แวะหาพื้นที่เหมาะๆ ที่ไม่รบกวนการขับขี่ของใคร เพื่อจอดรถให้นิ่ง แล้วจึงโทรหรือตอบแชทดีกว่า
อย่าคิดว่าแค่ แชทนิดเดียว.. ไม่เป็นไรหรอก

สสส. รณรงค์ขับรถไม่แชทมือถือ

.

ข่าวล่าสุด