เราจะพาไปดู "ทางเลือก-ทางรอด" หลังเลือกตั้ง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าการเมืองกำลังเดินเข้าสู่ "เดดล็อค" หรือ "ทางตัน" เนื่องจากทั้งขั้วเพื่อไทยและขั้วพลังประชารัฐ รวบรวมเสียง ส.ส.ได้แค่ใกล้ๆ 250 เสียง หรือราวๆ ครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ไม่สามารถตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากพอในการบริหารประเทศต่อไปได้
ขณะที่ กกต.ก็ถูกกดดันอย่างหนัก และโจมตีว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใส ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม และมีการโกง ทั้งๆ ที่ กกต.และฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงข้อสงสัย และการรายงานข้อมูลที่ผิดพลาดในช่วงแรกๆ จนน่าจะอยู่ในระดับยอมรับได้แล้ว โดยเฉพาะตัวเลขคะแนนทุกหน่วยเลือกตั้ง ทุกพรรคก็มีทีมงานลงไปจดบันทึก ซึ่งน่าจะตรงกับข้อมูลที่ กกต.ประกาศคะแนน 100% ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสฯที่แล้ว แต่กลับมีการสร้างกระแสเรียกร้องต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการโจมตีสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
"ล่าความจริง" ได้ข้อมูลการประเมินสถานการณ์จากฝ่ายความมั่นคงที่รายงานถึงรัฐบาล สรุปว่า ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้ง 2 ขั้วการเมือง คือขั้วเพื่อไทย และขั้วพลังประชารัฐ ยังรวมเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ เชื่อว่าสุดท้ายขั้วพลังประชารัฐจะได้จัดตั้งรัฐบาล โดยเดินหน้าโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไปก่อน เพราะมีเสียง ส.ว. 250 เสียงสนับสนุน จากนั้นนายกฯคนใหม่จะฟอร์มคณะรัฐมนตรี คาดว่าจะทำงานได้ระยะหนึ่ง หากมีปัญหาหรือโดนเล่นเกมการเมืองมาก ก็จะยุบสภา เลือกตั้งใหม่ นี่คือแนวทางที่ 1
ส่วนแนวทางที่ 2 ก็จะปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามสถานการณ์ ซึ่งโอกาสที่จะลากยาว ประกาศรับรองผลเลือกตั้งไม่ได้ในเร็ววันนี้ มีอยู่สูงมาก แต่รัฐบาล คสช.ยังมีอำนาจเต็มที่จะพิจารณางบประมาณ และผลักดันนโยบายต่างๆ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแล้วไม่ได้เป็นรัฐบาลรักษาการ
แนวทางที่ 3 กกต.อาจถูกกดดันหนักจนตัดสินใจลาออก ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะต้องเริ่มกระบวนการสรรหา กกต.ใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาพอสมควร และรัฐบาล คสช.ก็จะรักษาการไปเรื่อยๆ รอมี กกต.ใหม่ และจัดการเลือกตั้งใหม่
แนวทางที่ 4 คือ หาคนกลางมาเจรจาผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อจัดตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" หรือ "รัฐบาลเฉพาะกาล" เพื่อบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน อาจมีการแก้ไขกติกาการเลือกตั้งและการโหวตเลือกนายกฯที่ทุกฝ่ายยอมรับมากขึ้น จากนั้นก็จัดเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง โดยรัฐบาลแห่งชาติ หรือรัฐบาลเฉพาะกาล จะมีอายุราวๆ 1 ปี มีภารกิจชัดเจน เน้นงานรูทีน และแก้กติกาเปลี่ยนผ่านสู่เลือกตั้งอีกรอบ แต่ปัญหาของแนวทางนี้คือแกนนำพรรคการเมืองบางพรรคอาจไม่เห็นด้วย ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็ต้องรอให้สถานการณ์เป็นตัวชี้ขาด โดยลุ้นผลจาก 3 แนวทางแรก