ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ธนวรรธน์ พลวิชัย ระบุ สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยขณะนี้ถึงแม้ว่าจะมีรัฐบาลผสมก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากสามารถขับเคลื่อนขับเคลื่อนโยบายและมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคนในประเทศ โดยรูปแบบการทำงานต้องเป็นไปตามประชาธิปไตยและข้อกฎหมาย ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยการยุบสภา และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ คงไม่ใช่อุปสรรคของเศรษฐกิจ โดยสิ่งสำคัญนโยบายต้องชัดเจนและมีความต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจในปีนี้โตได้ในระดับ 3.8% และถ้ารัฐบาลใหม่มีนโยบายที่โดดเด่นทำให้เศรษฐกิจใน 1-2 ปีข้างหน้าโตได้กว่า 4-4.5%
ทั้งนี้ หากไม่มีปัจจัยทางการเมืองมากระทบเศรษฐกิจน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้ คาดว่ารัฐบาลใหม่จัดตั้งภายใน 2 เดือนหรือประมาณเดือนมิถุนายน หลังจากนั้นคงมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ออกมาในช่วงปลายไตรมาส 3 และต้นไตรมาส 4 โดยเศรษฐกิจปีนี้หลายฝ่ายประเมินว่าจะโต 3.8% อยู่บนปัจจัยที่ระบุว่าจะมีเม็ดเงินมากระตุ้นโดยรัฐบาลใหม่ในช่วงปลายปี ซึ่งจะเสริมกับเงินมีอยู่แล้ว 2-3 แสนล้านบาท ที่รอการลงทุนจะสามารถลงสู่ระบบได้ทันที ซึ่งจะเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจ
ส่วนมาตรการที่จะออกมาควรเป็นมาตรการลงทุนในระยะยาว เพื่อดึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุน ยิ่งปีนี้ไทยเป็นประธานอาเซียนหากสามารถทำการเมืองให้นิ่ง นักลงทุนหรือนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นปกติ ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคงจะเป็นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตร เป็นการส่งเสริมการจ้างงานและการลงทุนในพื้นที่ ขณะเดียวกันรัฐบาลชุดปัจจุบันจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และปัญหาฝุ่นโดยเรื่องดังกล่าวนี้จะทำให้ภาคการเกษตรเติบโตได้