19 มีนาคม 2562 - คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat School of Engineering : TSE) เปิดตัวศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมแห่งอนาคต เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ด้านวิศวกรรมครบวงจรของคนรุ่นใหม่ โดยมุ่งเน้นการประยุกต์องค์ความรู้ทางวิศวกรรมนำไปสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ การพัฒนาประเทศ รวมถึงการส่งเสริมความเป็นเลิศด้านวิศวกรรม พร้อมโชว์เทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด วิศวกรรมเพื่อคนไทยสุขภาพดี (Engineering for Health) อาทิ ระบบเตือนผู้ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์และพาร์กินสันเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ นวัตกรรมถนอมอาหารแนวใหม่ด้วยคลื่นไมโครเวฟได้คุณค่าทางโภชนาการครบเพื่อภาคอุตสาหกรรม และงานวิจัยรับเทรนด์อาหารปลอดภัย ที่พบสารปนเปื้อนในปลาดอร์ลี่ เกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ซึ่งงานเปิดตัวศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิศวกรรม จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก
รศ.ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TSE) กล่าวว่า การเปิดศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิศวกรรม เกิดขึ้นจากความตั้งใจเพื่อให้นักศึกษามีแหล่งเรียนรู้ที่ครบวงจร เพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้จนจบหลักสูตร และเป็นการส่งเสริมให้เกิดวิศวกรรุ่นใหม่ ที่มีศักยภาพทั้งด้านวิชาการและสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางวิศวกรรม นำไปต่อยอดกับความรู้แขนงอื่นๆ สู่การสร้างสรรค์ คิดค้น และพัฒนาเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายให้นักศึกษา ใช้ความรู้ความสามารถที่ได้จากการใช้งานศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมไปใช้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคที่มีการแข่งขันสูงและไร้พรมแดน
ปัจจุบัน TSE มีศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิศวกรรม ทั้งหมด 4 ศูนย์ฯ ประกอบด้วย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการใช้ประโยชน์จากพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าในงานวิศวกรรม มีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับความต้องการของ ภาคอุตสาหกรรมซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในกระบวนการผลิต และต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการออกแบบและพัฒนาต้นแบบทางวิศวกรรมอย่างสร้างสรรค์ มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานวิจัยและนวัตกรรม โดยกำหนดให้มีการสร้างนวัตกรรมให้สามารถนำไปสู่การใช้งานจริงเพื่อขับเคลื่อนสังคมได้ เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม พลังงานทางเลือก เทคโนโลยีด้านเกษตร ด้านสุขภาพเพื่อผู้ด้อยโอกาสในประเทศไทย เป็นต้น
ศูนย์ความเป็นเลิศด้านตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีและการดูดซับด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนารูปแบบการใช้ประโยชน์จากการใช้แสงร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยาเคมี ที่สามารถลดอันตรายของสารเคมี และลดการปนเปื้อนของสารเคมีต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชนที่อยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรม รวมถึงเป็นการยกระดับการผลิตพลังงานสะอาดที่มีความปลอดภัยสูง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมและสมรรถนะของวัสดุ เน้นการพัฒนาวัสดุและชิ้นส่วนทางวิศวกรรม โดยผู้เชี่ยวชาญแขนงต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์ในการทำวิจัยเชิงลึก เพื่อสร้างอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ราคาถูก ผลิตได้เองในประเทศ รวมถึงยกระดับงานวิจัยไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
รศ.ดร.ธีร กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาคณะฯ ได้แสดงศักยภาพที่สะท้อนความเป็นเลิศด้านวิศวกรรม โดยได้คิดค้นเทคโนโลยี นวัตกรรม และงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจำนวนมาก จนเป็นที่ยอมรับจากเวทีต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเทคโนโลยี นวัตกรรม และงานวิจัยที่สะท้อนความเป็นเลิศด้านวิศวกรรม ภายใต้แนวคิด วิศวกรรมเพื่อคนไทยสุขภาพดี (Engineering for Health) อาทิ"TIDTAM" อุปกรณ์ติดตามที่ออกแบบมาใช้เหมาะกับผู้สูงอายุ (Elderly Smart Pod) ที่สามารถสวมใส่ที่ข้อมือหรืออวัยวะต่างๆของร่างกาย ทำให้พกพาง่าย ไม่รู้สึกอึดอัด มาพร้อมกับแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนสำหรับผู้ดูแล โดยอุปกรณ์สามารถคัดกรองอาการของผู้ป่วยอัลไซเมอร์และพาร์กินสัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้ดูแลรู้ทันทีเมื่อผู้ป่วยมีอาการสั่น เกร็ง และหกล้ม โดยนวัตกรรมนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คิดค้นมาเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบในประเทศไทย ซึ่งมาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ การันตีด้วยรางวัลเหรียญทองแดง และรางวัลพิเศษจากสมาพันธ์นักประดิษฐ์ของประเทศฝรั่งเศส ในการประกวดนวัตกรรมนานาชาติ ครั้งที่ 46 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อปี 2561 นวัตกรรมถนอมอาหารด้วยสนามไฟฟ้าพัลส์ เป็นการนำสนามไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ในการถนอมอาหาร โดย ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ได้นำสนามไฟฟ้าแบบพัลส์ หรือ PEF (Pulse Electric Field) มาใช้เพื่อพาสเจอร์ไรซ์เครื่องดื่มในระดับอุตสาหกรรม ที่ใช้พลังงานต่ำด้วย โดยพบว่ากระบวนการนี้ช่วยลดการสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการได้มากกว่าการใช้ความร้อนแบบเดิม และใช้พลังงานน้อยลง โดยนวัตกรรมดังกล่าวอยู่ในระหว่างการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อช่วยลดต้นทุนในการประกอบกิจการ และยังตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
ผลกระทบและมาตรการรองรับสารอันตรายตกค้าง กรณีศึกษาปลาดอร์ลี่ งานวิจัยชิ้นนี้เกิดจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีความเสี่ยงในการได้รับผลกระทบจากการรับประทานเนื้อปลาดอร์ลี่ ซึ่งเป็นปลาที่คนไทยนิยมรับประทานมากที่สุด เพราะหาซื้อง่ายและมีราคาถูก โดย ศ.ดร.จงรักษ์ ผลประเสริฐ และ ดร.วรุณศักดิ์ เลี่ยมแหลม อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา ได้สุ่มตรวจสารปนเปื้อนของปลาดอร์ลี่ตามท่าเรือ สนามบิน โมเดิร์นเทรด รวมถึงแหล่งจำหน่ายต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มเออีซี (AEC) โดยจากการสุ่มตรวจ พบการปนเปื้อนของยาปฏิชีวนะ ที่ใช้ในกระบวนการเพาะเลี้ยงเกินค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด ซึ่งได้กำหนดว่ายาปฎิชีวนะต้องไม่เกิน 200 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม หากผู้บริโภครับประทานเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาในร่างกาย ซึ่งเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขของไทยที่น่าเป็นห่วง ทั้งนี้ ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตจากการดื้อยากว่า 38,000 คนต่อปี เจ็บป่วยกว่า 700,000 คนต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี โดยล่าสุดงานวิจัยนี้ได้รับรางวัลวิจัยระดับดี จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ปี 2562 ด้วย