เนชั่นทีวี

ข่าว

42 ปี กับที่มาของ "วีรบุรุษนาแก"

13 มี.ค. 2562

42 ปี กับที่มาของ "วีรบุรุษนาแก"

เพจเฟซบุ๊ก พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้โพสต์ข้อความเปิดที่มา เหตุที่ประชาชนโดยทั่วไปได้เรียกและขนานนาม ร.ต.อ.เสรี เตมียเวส ว่า "วีรบุรุษนาแก" มาจากไหน

42 ปีกับที่มาของ "วีรบุรุษนาแก"
อำเภอนาแก จังหวัดนครพนมในอดีตเป็นที่ตั้งของกองกำลังผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ มีทหาร ตำรวจและประชาชนล้มตายจากภัยก่อการร้ายเป็นจำนวนมากทุกวัน ไม่ต่างจากเหตุการณ์ภาคใต้ในวันนี้ร.ต.ต.เสรี เตมียเวสเห็นว่า ตัวเองเป็นคนโสดไม่มีภาระรับผิดชอบ จึงอาสาไปนาแกถึงสองครั้งสองครา
ครั้งแรกเมื่อปี 2515 ไปเป็นหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษเขต และหัวหน้าฯจังหวัดตามลำดับต่อมาเมื่อ 23 ก.ค. 2519 มีคำสั่งให้ย้ายมาประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจและในขณะเดียวกันนั้นกรมตำรวจก็ได้ประกาศหาอาสาสมัครไปประจำการตำแหน่งสารวัตรใหญ่โรงพักนาแก แต่ก็ไม่มีผู้สมัครใจเลยแม้แต่คนเดียว ร.ต.อ.เสรี เตมียเวสเห็นดังนั้นจึงขออาสาและได้รับอนุมัติให้เดินทางในวันเดียวกันนั้นเลย
30 ก.ค. 2519 รรท.สารวัตรใหญ่นาแกคนใหม่ ร.ต.อ.เสรี เตมียเวส เข้ารับตำแหน่ง ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ใหม่ โดยสรรหาเฉพาะคนโสดที่ไม่มีภาระและยอมสละไดัแม้ชีวิตเข้าประจำการ การต่อสู้ปราบปราม ผกค.จึงประสบผลสำเร็จจนกองกำลัง ผกค.ต้องถอยร่นออกจากนาแก ไปยังจังหวัดอื่นใกล้เคียงแต่ไม่ว่าถอยร่นไปที่ใดจังหวัดใด ชุดปฏิบัติการของ ร.ต.อ.เสรี เตมียเวส ก็ยังตามล่ากวาดล้างอย่างต่อเนื่องต่อไป ด้วยความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ การปราบปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์จึงประสบความสำเร็จจนบ้านเมืองบังเกิดความสงบเรียบร้อย
ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2520 นายพิศาล มูลศาสตร์สาทร ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมได้ทำพิธีสถาปนาให้ ร.ต.อ.เสรี เตมียเวสเป็น "ขุนพลประชาชน" และ "ขุนพลอาสาศึก" (หมายถึงขุนพลอาสาออกรบทุกพื้นที่) ณ.บริเวณหน้าที่ทำการศาลาประชาคมจังหวัดนครพนม โดยมีประชาชนนับหมื่นคนมาร่วมงานและตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ประชาชนโดยทั่วไปได้เรียกและขนานนาม ร.ต.อ.เสรี เตมียเวสว่า "วีรบุรุษนาแก"

42 ปี กับที่มาของ "วีรบุรุษนาแก"


"ถ้าหากรอยเท้าไม่สลายไปตามกาลเวลา จะเห็นรอยเท้าผมเต็มไปหมดตั้งแต่เทือกเขาภูพานจนทะลุเขาวงกาฬสินธุ์"
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส
https://plus.google.com/11616833067684355/posts/LnuhT63Dvw6

42 ปี กับที่มาของ "วีรบุรุษนาแก"

.