5 ก.พ.62 - รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลักษณ์ วจนานวัช ชี้แจงหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายไม่แบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชร้ายแรงวานนี้ (14 ก.พ.62) ว่ากรมวิชาการเกษตรมีมาตราการลดการนำเข้าสารเคมีอย่างจริงจัง ก่อนที่จะยกเลิกการใช้ไปในที่สุด ประกอบด้วย
1) มาตรการด้านกฎหมาย โดยเตรียมเสนอร่างประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ การออกกฎหมาย ซึ่งมีสาระสำคัญในการประกาศควบคุม จำกัดปริมาณการใช้ รวมทั้งการกำหนดพื้นที่ ชนิดพืชที่ใช้ได้ เป็นต้น โดยห้ามใช้ในนาข้าวและพืชผัก แต่ยกเว้นพืชไร่พืชสวนบางชนิด เช่น อ้อย ยางพารา และมันสำปะหลัง เป็นต้น2) มาตรการให้ความรู้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบ โดยการอบรมให้ความรู้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนนำไปใช้มีองค์ความรู้ในการใช้อย่างปลอดภัย ซึ่งได้อบรมไปแล้ว 2 หลักสูตร ผู้เข้าอบรม 100 คนและเตรียมขยายผลในวงกว้างต่อไป
3) ให้กรมวิชาการเกษตรไปศึกษาหาแนวทางเพื่อทางเลือกในการทำเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีดังกล่าว รวมทั้งการหาแนวทางนำสารเคมีชนิดอื่นมาทดแทน ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย
4) มาตรการติดตามและบันทึกข้อมูลการใช้วัตถุอันตรายอย่างเป็นระบบ
5) มาตรการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และ
6) มาตรการสนับสนุนการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งศึกษาผลกระทบของสารที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิต และผู้บริโภค ซึ่งได้เสนอขอรับทุนการวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
ด้านเพจไบโอไท ของมูลนิธิชีววิถี ระบุ จากกรณีรมว.เกษตรฯแถลงมาตรการจำกัดการใช้พาราควอต ซึ่งในที่สุดแล้วมันจะเป็นเพียงข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมในการอนุญาตให้พ่อค้าสารพิษค้าขายสารพิษร้ายแรงต่อไปได้นั่นเอง ดังนี้
1) การจำกัดการใช้ที่ได้ผลที่สุด คือการกำหนดปริมาณการนำเข้าสารพิษร้ายแรง แต่ไม่มีประโยคใดๆหลุดออกมาจากกระทรวงเกษตร การนำเข้าสารพิษพาราควอตในที่สุดแล้วก็ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานของไปโดยปราศจากการควบคุมใดๆนั้นเอง
2) การจำกัดการใช้พาราควอตที่มีประสิทธิภาพปกป้องชีวิตเกษตรกรและผู้บริโภคได้จริงๆนั้นต้องทำแบบบราซิลที่ป้องกันมนุษย์เป็นผู้ฉีดพ่น (ซึ่งขณะนี้ ANVISA ก็เห็นว่าไม่ปลอดภัยพอ และกำลังเสนอให้แบน) การดำเนินการแบบนี้ นายอัคคพล เสนาณรงค์ ผอ.สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมเห็นว่าต้นทุนสูงมาก สู้แบนพาราควอตไปเลยดีกว่า และเขาสนับสนุนให้มีการแบน
3) มาตรการที่บอกว่าจะควบคุมการใช้ในพื้นที่ต้นน้ำนั้น ไม่มีส่วนใดที่ดำเนินการกับกลุ่มธุรกิจการเกษตรเลย เช่น มาตรการที่ห้ามมิให้มีการซื้อผลผลิตที่ใช้พาราควอตจากพื้นที่ต้นน้ำเป็นต้น
3) ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการควบคุมและจำกัดการใช้สารพิษกำจัดศัตรูพืช เพราะแม้แต่สารพิษที่ผิดกฎหมายก็ปล่อยให้มีการขายกันอย่างโจ๋งครึ๋ม จากฐานข้อมูลของไทยแพนที่ตรวจสอบการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ผิดกฎหมายตกค้างอยู่ในผลผลิตปลายทางมีสัดส่วนมากถึง 17% ของสารพิษตกค้างทั้งหมด ( 50 ตัวอย่างจาก 296 ตัวอย่าง)
ขนาดสารที่ผิดกฎหมายยังปล่อยให้ใช้ แล้วสารที่ยังอนุญาตให้ใช้ต่อ กระทรวงเกษตรฯจะทำได้หรือ
โดยสรุป มาตรการที่ว่ายังเบาบาง มิได้มีมาตรการพิเศษใดๆที่เพียงพอสำหร้บผู้ค้าสารพิษเลย และจะไม่มีทางปกป้องสุขภาพของเกษตรกร สิ่งแวดล้อม และการตกค้างที่มีผลต่อเนื่องมายังผู้บริโภคได้
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้ออ้างเอื้อประโยชน์ต่อพ่อค้าสารพิษ มากกว่าจะปกป้องประชาชน