ปิดกล่องไปเรียบร้อยสำหรับการรับสมัคร ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ระหว่างวันที่ 4 ถึง 8 กุมภาพันธ์ รวมระยะเวลา 5 วัน / ซึ่งหากไม่นับกรณี "บิ๊กเซอร์ไพรส์" ที่กำลังกลายเป็น "บิ๊กหายนะ" ของพรรคการเมืองบางพรรคแล้ว / ประเด็นอื่นๆ ก็แทบจะไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ
แต่สิ่งที่น่าชื่นใจเพราะสะท้อนถึงประชาธิปไตยเบ่งบาน ก็คือยอดผู้สมัครที่พุ่งสูงถึงหลักหมื่นคน
เริ่มจาก ส.ส.แบบแบ่งเขตก่อน ยอดผู้สมัครรวม 5 วัน จำนวน 11,128 คน มาจากพรรคการเมือง 80 พรรค ส่วนผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ มี 72 พรรคการเมือง จำนวน 2,718 คน
ขณะที่การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ หรือ "ว่าที่นายกรัฐมนตรีในบัญชีพรรคการเมือง" เฉพาะวันที่ 8 กุมภาพันธ์ วันสุดท้ายก่อนปิดกล่อง มีพรรคการเมืองเสนอถึง 7 พรรค จำนวน 9 รายชื่อ ยอดรวม 5 วันมีทั้งสิ้น 33 พรรค 52 รายชื่อ
ทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขที่ตีทะเบียนรับสมัครไว้เท่านั้น เพราะหลังจากนี้ยังต้องรอตรวจคุณสมบัติให้ครบถ้วน โดยเฉพาะในส่วนของผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองระบบ ซึ่งจะประกาศข้อมูลทางการในวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์นี้
ต้องยอมรับว่า เมื่อยอดผู้สมัครเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งที่ กกต.รับผิดชอบ และของบประมาณไปแล้ว 4,006 ล้านบาท ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ลำพังแค่ตัวเลขงบประมาณที่ขอไป 4,006 ล้านบาท ก็สูงกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเมื่อปี 57 ถึงเกือบๆ 300 ล้านบาทแล้ว และเป็นตัวเลขที่สูงกว่างบจัดการเลือกตั้ง 6 ครั้งตั้งแต่มี กกต.เป็นต้นมา
ประเทศไทยมี กกต. ในฐานะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี 2540 และประเดิมจัดหย่อนบัตรเมื่อปี 2544 ใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท
ต่อมาเป็นการเลือกตั้งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ปี 48 ใช้งบประมาณลดลงเหลือ 1,500 ล้านบาท
ครั้งที่ 3 เป็นการเลือกตั้งในปี 49 หลังจากอดีตนายกฯทักษิณยุบสภา ใช้งบประมาณ 2,159 ล้านบาท ทั้งๆ ที่พรรคการเมืองใหญ่ๆ เกือบทุกพรรคบอยคอตการเลือกตั้ง
ครั้งที่ 4 เป็นการเลือกตั้งช่วงปลายปี 50 หลังการรัฐประหารปี 49 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 2,521 ล้านบาท
ครั้งที่ 5 การเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม ปี 54 กกต.ใช้งบจัดการเลือกตั้ง 3,300 ล้านบาท
และครั้งที่ 6 การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปี 57 ใช้งบจัดการเลือกตั้ง 3,885 ล้านบาท แต่การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
สำหรับสาเหตุที่การเลือกตั้งครั้งล่าสุด งบประมาณพุ่งขึ้นแตะ 4 พันล้านบาท สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กกต.มีภารกิจเพิ่มขึ้น 4 ด้านตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือ
1.การหาเสียงให้พรรคการเมือง และนำนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ เผยแพร่
2.ค่าใช้จ่ายของ "ผู้ตรวจการเลือกตั้ง"
3.ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยาน
และ 4.ค่าใช้จ่ายสำหรับเงินสินบนให้ผู้แจ้งเบาะแสทุจริตเลือกตั้ง
จากภารกิจใหม่ 4 ด้าน มีบางด้านที่รายจ่ายต้องสูงขึ้นตามการเพิ่มจำนวนของพรรคการเมืองและผู้สมัคร
เลขาธิการ กกต.ยืนยันด้วยว่า การใช้จ่ายงบประมาณจะเป็นไปอย่างเปิดเผย โปร่งใส โดยจะเผยแพร่ให้ประชาชนทราบผ่านทางเว็บไซต์ ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ นอกเหนือจากที่มีการตรวจสอบอยู่แล้วในระบบราชการ