นักวิชาการ บอกกันว่าชื่อ "มอแกน" เป็นชื่อที่สืบสานไปถึงตำนานเก่าแก่ ชาวมอแกนมีตำนานหรือนิทานที่เล่าสืบกันมา ถึงกำเนิดของคำว่ามอแกน ว่ามาจากคำว่า ละมอ และ แกน ซึ่งเป็นชื่อน้องสาวของ ราชินีซิเปียน ผู้ครองแว่นแคว้นหนี่งริมทะเล ตำนานเรื่องนี้กล่าวถึงผู้คนที่มีมากว่า 300 ปี (ที่มาของตำนาน หนังสือ " Ring of Coral , Moken Folktales ")
หมู่เกาะในอันดามันชาวเลมอแกนเกาะสุรินทร์ บุกเบิกตั้งถิ่นฐานมามากกว่า 150 ปี มอแกน มาถึงอันดามัน ก็กระจายตัวไปอยู่ตามเกาะต่างๆ มีคำบอกเล่าเกี่ยวการพบปะ แต่งงานและอยู่ร่วมกันของชาวเลมอแกนกับมอแกลน หรือกับชาวเลอุรักลาโว้ยในหลายพื้นที่ แม้แต่ ชุมชนชาวเลหาดราไวย์ ชาวเลมอแกนก็อยู่ก่อนเผ่าอื่น เรียกว่าเป็น "มอแกนก่อหล๊าว" (มอแกนเกาะ) หรือ "ชาวเลเกาะ" และส่วนใหญ่จะพบเจอชาวเลชนเผ่ามอแกนริมฝั่งจะใช้ชีวิตอยู่ในเรือไม่สุงสิงกับคนทั่วไป ภาษาที่สื่อสารยังคงรู้เรื่องกับชาวมอแกลนบนฝั่ง ยังมีวัฒนธรรมคล้ายกัน ความเชื่อใน "แอบ่าบ"บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วและเปรียบเหมือน "เทพ" แต่ไม่ใช่นับถือ "กาไต" หรือ "ผี" ซึ่งเป็นหลักความเชื่อเหมือนกันกับชนเผ่ามอแกลนและอุรักลาโว้ย
หลังจากมีขอบเขตดินแดนและแบ่งน่านน้ำของแต่ละประเทศ ชาวเลมอแกนก็ถูกกำหนด ตรวจสอบ จำกัดการไปมาหาสู่และออกหากิน ขาดสิทธิขั้นพื้นฐาน เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นผู้ตกสำรวจ ยังไม่ได้ถูกยอมรับเป็นพลเมืองของประเทศใดๆ หมดยุควิถีการดำรงชีวิตออกล่อง "ก่าบาง" ไปอ่าวและเกาะต่างๆในอันดามันช่วงฤดูพายุสงบ เป็นยุคของการทำลายระบบการวิถีการใช้ทรัพยากรทางทะเลแบบหมุนเวียนยั่งยืน อุดมสมบูรณ์ เป็นเหตุให้เกิดของการประกาศเขตอนุรักษ์เพื่อการอนุรักษ์และจัดพื้นที่ธรรมชาติรองรับการท่องเที่ยว หลังประสบภัย "สึนามิ" พ.ศ.2547 ในพื้นที่เกาะต่างๆของอันดามัน มีแผนการฟื้นฟูและพัฒนาเพื่อรองรับแผนงานในระดับนโยบาย ส่งผลให้เกิดการยึดครองพื้นที่ชาวเลมาเป็นส่วนบุคคล การพัฒนาการท่องเที่ยว อ่าวต่างๆมีเจ้าของ มีกฏหมายอนุรักษ์ที่เอื้อให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถจัดการคนในธรรมชาติได้ มีหลายกลุ่มชาวเลมอแกนที่เคยกระจายกันอยู่หลายอ่าว ถูกบีบจำกัดให้มารวมอยู่ในอ่าวเดียว ทรัพยากรดำรงวิถีชีวิตก็ต้องรุมกันใช้อยู่อ่าวเดียว
โดยที่รู้กันว่าชาวเลมอแกนมีวิถีชีวิตหากินกับทะเลและชายฝั่ง สอดคล้องพึ่งพากับธรรมชาติ พออยู่พอกิน โดยอาศัยเครื่องมือจับปลาดั้งเดิมที่ไม่ทำลายล้าง ชาวเลทั้งอันดามันใช้เครื่องมือประมงน้ำจืดและน้ำเค็มตามภูมิปัญญาดั้งเดิม 17 ชนิด ไม่ล้างผลาญทำลาย ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ยังคงอยู่ แต่ความสมบูรณ์ที่มี กลับมาทำร้ายพวกเรา เมื่อรัฐฯประกาศหมู่เกาะสุรินทร์เป็นป่าสงวน เมื่อ พ.ศ. 2514 และประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2525 ด้วยมุ่งเข้าดูแลธรรมชาติ แต่ไม่ดูแลคนในธรรรมชาติ วิถีชีวิตวัฒนธรรมชาวเลก็ถูกกฎหมายอุทยานกำหนด ในขณะผู้บุกเบิกมีคุณภาพตกต่ำลง ความเสพสุขธรรมชาติ ไปตกอยู่กับนักท่องเที่ยว ธุรกิจท่องเทียว ส่วนชาวเลได้รับส่วนแบ่งการท่องเที่ยวบ้าง ในฐานะ..สัญลักษณ์..เอกลักษณ์ท้องถิ่นแบบแปลกตาให้นักท่องเที่ยว นอกจากการว่ายน้ำชมปลา ชมปะการัง ก็ขึ้นสัมผัสวิถีมอแกน ด้วยพื้นที่ชุมชนได้รับการอนุญาติที่ไม่เพียงพอ ทั้งอุปกรณ์ประมง ซ่อมสร้างเครื่องมือา พื้นที่พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่อาศัย ที่ต้องมายัดเยียดอยู่รวมกัน ขนาดชายคาชนกันด้วยวัสดุธรรมชาติ เมื่อถูกไฟจึงโหมไหม้หมดทั้งหมู่บ้านในพริบตา
เหตุกรณ์หมู่บ้านพี่น้องชาวเลมอแกนเกาะสุรินทร์ถูกไฟไหม้วอดไป 61 หลังคาเรือน ทำให้พี่น้องมอแกนกว่า 70 ครอบครัว กว่า 273 คน ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าว ของ เครื่องใช้ เครื่องมือหากิน โดยเฉพาะเงินทองที่เก็บแอบสะสมมาทั้งชีวิต ทั้งละลายและกลายเป็นเถ้าถ่าน หลังไฟไหม้แล้ว ผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมาช่วยเหลือ ตั้งแต่วันแรกที่อพยพไปอยู่อุทยานฯหมู่เกาะสุรินทร์ ต่อมาความช่วยเหลือในสิ่งจำเป็นเบื้องต้นในสภาวะฉุกเฉินก็หลั่งไหลตามมา เมื่อเริ่มตั้งหลักได้ก็ต้องเริ่มสร้างบ้าน กลับไม่มีทางเลือกให้สร้างบ้านได้เหมือนเก่า ทั้งๆที่มีการบริจาคมามากพอที่จะสร้างบ้านพี่น้องมอแกนให้พออยู่เหมือนก่อนถูกไฟไหม้ เมื่อแบบบ้านออกมาก็มีคำถามว่าคน 12 คน จะอยู่ในบ้านขนาด 3*6.5 อย่างไร ยังมีเวลาสำหรับ การร่วมออกแบบชุมชนใหม่หลังไฟไหม้ ให้เป็นโมเดลเพื่อชาติพันธุ์ชาวเลที่ทั่วโลกต้องมาศึกษา..มิใช่แนวทางการการสร้างความเจ็บปวด จนทนทุกข์..อย่างที่เป็นมา รัฐต้องเปิดพื้นที่กลางให้ทุกฝ่ายร่วมคิด ให้พี่น้องมอแกนได้ตัดสินใจในการสร้างบ้านให้กับชุมชนมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์เองสิ่งที่ควรคำนึงให้มากในครั้งนี้1. ชุมชนมอแกนอยู่กันอย่างแออัดเพราะถูกตีกรอบด้วยเงื่อนไขพื้นที่อุทยานฯ
2. ในอดีตชาวมอแกนสร้างบ้านจับกลุ่มกันตามเครือญาติ และความสมัครใจในการพึ่งพากันและกัน
3. วิถีชีวิตของชาวเลที่ต้องเผชิญน้ำเผชิญลม หากสร้างบ้านเป็นแถวให้ดูเป็นระเบียบตามความเชื่อของคนเมือง อาจไม่ใช่คำตอบ
4. ชาวมอแกนอยู่มาก่อนอุทยานฯดังนั้นควรมีความยืดหยุ่นในกฎระเบียบพอสมควร
5. เรามีมติ ครม.ที่เป็นแนวฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ดังนั้นควรใช้โอกาสนี้ตีโจทย์ให้แตกโดยกลไกของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฯชุมชนชาวเล ตามมติ คณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 และเป็นไปตามข้อเสนอของชาวเลดังนี้1. ชะลอกระบวนการสร้างบ้านที่มีแบบบ้านคับแคบ ไม่พออยู่อาศัยสำหรับมอแกนบางหลัง ซึ่งเดิมอาศัยรวม 2-3 ครอบครัวในหลังใหญ่
2. ให้นำเรื่องการสร้างบ้านของชุมชนมอแกนเกาะสุรินทร์เข้าสู่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ตาม มติ ครม.2 มิ.ย.2553 เพื่อให้หน่วยงาน ชาวเล และทุกภาคส่วนในระดับที่พอจะตัดสินใจได้ ได้หารือเพื่อหามติ
3. ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯชาวเล เพื่อสนับสนุนการสร้างบ้านและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเลชนเผ่ามอแกนเกาะสุรินทร์ เพื่อร่วมวางแผนการฟื้นฟู พัฒนา และยกระดับระยะยาวเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ด้วย วิถี วัฒนธรรม คู่อันดามัน
เครือข่ายชาวเล อันดามัน
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562
ณ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม