ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นจุดขนถ่ายสินค้าสำคัญของประเทศ มีปริมาณตู้ขนถ่ายสินค้าเข้าออก 6-7 ล้าน TEU ต่อปี ปริมาณรถบรรทุก เฉลี่ยกว่า 4-5 ล้านคันต่อปี เมื่อมีการเข้าออกที่มากเกินความสามารถในการรองรับ ของระบบประตูตรวจสอบสินค้าและด้วยบริหารการจัดการคิวที่ยังไม่เป็นระบบ ทำให้ท่าเรือแหลมฉบัง มักประสบปัญหาการจราจรติดขัด ทั้งภายในและภายนอกท่าเรือ จึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้ซึ่งเรื้อรังมานานให้หมดไป
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไพรินทร์ ชูโชติถาวร บอกว่า ปัญหาการจราจรติดขัด ที่บริเวณ ท่าเรือแหลมฉบัง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือดีป้า จึงร่วมมือกับ การท่าเรือแห่งประเทศไทย แก้ปัญหาด้วยการสร้างระบบท่าเรืออัจฉริยะ ที่เรียกว่า Smart Port ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลการขนส่งหลากหลายรูปแบบ เช่นระบบจัดคิวรถบรรทุกอัจฉริยะ ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขวันนี้ ในอนาคตจำนวนรถ และเรือที่เข้าออก จะมีเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้นด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ บอกว่าหลังจากลงนาม ในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนา Smart City ท่าเรือแหลมฉบังระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอลแล้ว จะใช้เวลา 1 ปีหลังจากนี้ ในการพัฒนาระบบ Digital ต่างๆ ในท่าเรือ เพื่อให้แก้ปัญหาการจราจรให้ได้ โดยทางรัฐบาลจะ ลงทุน 150 ล้านบาท ร่วมกับเอกชน ซึ่งคาดว่าจะเกิดผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ต่ำกว่า 1,700 ล้านบาทต่อปี โดยโครงการนี้จะเป็นโครงการนำร่องในการใช้ดิจิตอลพัฒนาสู่การส่วนหนึ่งของเมืองอัจฉริยะ ในเขต EEC การพัฒนาระบบบริหารจัดการท่าเรืออัจฉริยะหรือ Smart port ที่ท่าเรือแหลมฉบัง นับเป็นท่าเรือแห่งแรกในประเทศไทย ที่จะมีการยกระดับระบบจัดเก็บข้อมูลการส่งออกและนําเข้าสินค้าทั้งทางเรือ รถไฟ และรถบรรทุกในรูปแบบที่หลากหลาย ให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มคุณภาพการให้บริการและบริหารจัดการระบบคิวเข้าออก ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจราจรภายในท่าเรือและพื้นที่โดยรอบ