เกษตรกรที่ทำนาส่วนใหญ่จะทำนาหว่านและส่วนมากจะประสบกับภาวะหนี้สินเนื่องจาก การทำนามีปัจจัยการผลิตสูง ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าเมล็ดพันธุ์ รวมถึงค่าบำรุงรักษาต่างๆ ซึ่งทางสยามคูโบต้า ได้มีการส่งเสริมเปลี่ยนวิธีจากการทำนาหว่านมาเป็นวิธีนาดำและนาหยอดทั้งหมดเพื่อลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้สารเคมี
รองประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว บุญฤทธิ์ หอมจันทร์ บอกว่า เมื่อก่อนทำนาหว่าน มามากกว่า 30 ปี ก็จะได้ผลผลิตต้นข้าวจะมีความหนาแน่นเยอะมาก ทำให้บำรุงรักษายาก ต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงในปริมาณมาก ส่งผลให้ต้นทุนสูงถึง 4.9 บาท/กิโลกรัม แต่พอได้ลองเปลี่ยนการทำนามาทำด้วยเครื่องหยอดข้าวและรถดำนา พบว่าใช้ต้นทุนเพียง 3.6 3.8 บาท/กิโลกรัม เพราะว่ามีการใช้เครื่องหยอดและรถปักดาในขั้นตอนการปลูก ทาให้ต้นข้าวเป็นแถวสวยงาม เรียงรายกันเป็นระเบียบ บำรุงรักษาได้ง่าย และต้นข้าวไม่ต้องแย่งปุ๋ยเวลาเจริญเติบโต ส่งผลให้ความสูงของต้นข้าวสม่ำเสมอกัน นอกจากนี้ ยังช่วยลดการใช้เมล็ดพันธุ์ให้เหลือเพียง 8 กิโลกรัม/ไร่ ต่างจากการทำนาหว่านที่ใช้เมล็ดพันธุ์สูงถึง 20 กิโลกรัม/ไร่
ด้านกรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด สมศักดิ์ มาอุทธรณ์ บอกถึง ข้อมูลพื้นที่การปลูกข้าวของประเทศไทย อยู่ที่ 58.6 ล้านไร่ โดยจากฐานข้อมูลลูกค้าคูโบต้าพบว่าเกษตรกร 92% หรือประมาณ 54 ล้านไร่ ยังคงทำการเพาะปลูกด้วยวิธีการหว่าน ที่เหลืออีกประมาณ6.6% หรือประมาณ 3.8 ล้านไร่ เป็นการทำนาดำ และอีก 1.4% หรือประมาณ 800,00 ไร่ เป็นการทำนาหยอด ซึ่งสิ่งที่สยามคูโบต้าเล็งเห็น คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวด้วยวิธีการหยอดและการดำนาด้วยเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูก ด้วยการลดเมล็ดพันธุ์ ซึ่งวิธีการหยอดน้ำตม การหยอดแห้ง และการดำนา ด้วยเครื่องจักรกลการเกษตรนั้น จะใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 8-10 กก./ไร่ ในขณะที่วิธีการหว่าน จะใช้เมล็ดพันธุ์ 20-30 กก./ไร่ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรลดต้นทุนการเพาะปลูก 180-396 บาท/ไร่
หลังจากที่มีการนำร่องให้กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว เปลี่ยนจากการทำนาหว่านมาเป็นนาดำและนาหยอด ในปี 2562 บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จึงได้ตั้งเป้าขยายผลให้แก่เกษตรกรสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว อีกจำนวน 1,000 ไร่ เปลี่ยนวิธีจากการทำนาหว่านมาเป็นวิธีนาดำและนาหยอดทั้งหมด