ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามที่มีจีดีพีเติบโตกว่า 6.8% และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ทำให้ธุรกิจนี้เติบโตกว่า 11% ต่อปี ในขณะที่กระทิงแดงก็เป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในตลาดเวียดนาม
ด้วยเหตุนี้กลุ่มธุรกิจ TCP จึงเล็งถึงโอกาสของการเติบโตในอนาคตด้วยการเข้ามาเปิดบริษัท TCPVN ขึ้นที่ประเทศเวียดนามโดยถือหุ้น 100% โดยมีบทบาทสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางการเติบโต ขยายตลาดในเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ มีศักยภาพสูง และมีโอกาสที่ตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มจะเติบโตอีกมาก ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนเวียดนามที่นิยมบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังเพื่อดับกระหาย และในภูมิภาคเอเชียตลาดเครื่องดื่มชูกำลังเวียดนามเป็นที่สองรองจากประเทศจีนเท่านั้น
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP สราวุฒิ อยู่วิทยา บอกว่า การเปิดบริษัท TCPVN ขึ้นที่เวียดนามนี้ เป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่ต้องการเป็นองค์กรธุรกิจที่สามารถนำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศไทยในเวทีโลก ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มที่เป็นแบรนด์ไทยที่สร้างชื่อเสียง และได้รับการยอมรับในระดับโลก การเปิดสำนักงานที่เวียดนามนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ 5 ปี ที่ได้ประกาศไว้เมื่อปีที่แล้วที่มุ่งสร้างยอดขายของกลุ่มให้เติบโตขึ้น 3 เท่าเป็น 100,000 ล้านบาท ด้วยการลงทุนเพิ่ม 4,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับ TCPVN ใน 3 ส่วนหลัก คือ การเสริมสร้างขีดความสามารถของทีมงานวิจัยตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การบริหารจัดการด้านการตลาดและการขายด้วยทีมงานมืออาชีพระดับโลก และการบริหารจัดการช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมและทันสมัย พร้อมตั้งเป้าเพิ่มยอดขายในเวียดนามเพิ่มขึ้นเท่าตัวใน 3 ปี โดยคาดว่าส่วนแบ่งการตลาดของทุกแบรนด์ในเวียดนามจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% และมีผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างน้อย 1 แบรนด์ออกจำหน่าย ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังอย่างแท้จริง
สำหรับยอดขายสินค้าของกลุ่มธุรกิจ TCP ในตลาดเวียดนาม คาดว่าถึงสิ้นปีนี้จะมียอดขายรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งการตลาดรวมทุกแบรนด์ในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังราว 42% และภายใน 3 ปีข้างหน้า ตั้งเป้ายอดขายสินค้าของกลุ่มธุรกิจ TCP ในเวียดนามเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว โดยจะผลักดันให้มูลค่าตลาดรวมของเครื่องดื่มพร้อมดื่มในเวียดนามสูงขึ้นเป็นอันดับที่สอง หรือใกล้เคียงกับตลาดน้ำอัดลม