เนชั่นทีวี

ข่าว

(คลิปข่าว) มูลนิธิเพื่อนหญิง...ความจริงของเพศแม่ที่ถูกข่มขืน

23 พ.ย. 2561 | sippa035

(คลิปข่าว)   มูลนิธิเพื่อนหญิง...ความจริงของเพศแม่ที่ถูกข่มขืน

ควันหลงจากคดี "หมอสูติฯชื่อดังแห่งเมืองปากน้ำโพ นครสวรรค์" ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศคนไข้ โดยมีผู้เสียหายออกมาแสดงตัวหลายราย แต่ขณะเดียวกัน กระบวนการเก็บหลักฐานที่เกี่ยวกับคดี ทั้งจากทางฝั่งพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจ และจากบางฝ่ายที่ไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมาย มีการพูดเชิงชี้นำทำนองว่า การข่มขืนนั้น ฝ่ายหญิงต้องแสดงอาการไม่สมยอมอย่างชัดเจน เช่น ร้องเสียงดังให้คนช่วย ต่อสู้ขัดขืน จึงจะเข้าข่ายความผิดฐานข่มขืน แต่ถ้าไม่ทำแบบนั้น ก็แสดงว่าสมยอม คำถามก็คือ แนวคิดแบบนี้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ทั้งในทางกฎหมายและในมิติที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึง

หนึ่งในผู้ที่แสดงความเห็นเรื่องนี้ได้น่าสนใจ คือ "คุณเจี๊ยบ - ธนวดี ท่าจีน" ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง  คุณเจี๊ยบบอกว่า ในส่วนของคดีที่มีการกล่าวหาหมอสูติฯที่จังหวัดนครสวรรค์ / ส่วนตัวของคุณเจี๊ยบคิดว่าฝ่ายหญิงไม่ได้สมยอม แต่ปัญหาคือฝ่ายหญิงที่เป็นคนไข้อาจไม่แน่ใจว่าพฤติกรรมของหมอเป็นหนึ่งในกระบวนการตรวจวินิจฉัยโรคหรือไม่ เพราะปกติผู้หญิงทั่วไปก็รู้สึกอายที่ต้องตรวจภายในอยู่แล้ว / หมอจะตรวจด้วยวิธีการไหน ผู้หญิงก็อาย ไม่กล้าพูด เพราะไม่แน่ใจเส้นแบ่งระหว่างการถูกละเมิดกับการตรวจของหมอ ถือเป็นความสับสน ความไม่รู้ของฝ่ายหญิง ก็เลยไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ทัน
 
กระทั่งเรื่องนี้เป็นข่าว มีเหยื่อคนอื่นๆ ออกมาเปิดตัว เรียกว่าเป็นกลุ่มผู้หญิงที่โดนชะตากรรมเดียวกัน ทำให้เหยื่อบางคนที่คิดหนักอยู่ กล้าเปิดตัวบ้าง  แต่แทนที่จะไปร้องทุกข์แจ้งความกับตำรวจได้  กลับติดปัญหากรอบระยะเวลาในการรับแจ้งความ เพราะคดีทางเพศต้องแจ้งความหลังเกิดเหตุภายใน 3 เดือน (ในทางกฎหมายเรียกว่า "อายุความในการดำเนินคดี)

ลองดูกรอบเวลาตรงนี้ดีๆ น่าคิดว่า คดีพรากผู้เยาว์ หรือคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เหยื่อยังไม่บรรลุนิติภาวะ เหยื่อสามารถแจ้งความได้หลังเกิดเหตุนานเป็นปี หรือถึง 10 ปีในบางกรณี / แต่ถ้าเหยื่อเป็นผู้ใหญ่ กฎหมายให้เวลาแค่ 3 เดือน นี่คือปัญหาที่ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง บอกว่าหลังจากนี้จะมีการเรียกร้องให้ขยายกรอบเวลาในการรับแจ้งความ เพราะผู้หญิงหลายคนก็ต้องการเวลาเพื่อเตรียมความพร้อม อย่าลืมว่าเมื่อไหร่ที่แจ้งความว่าถูกละเมิด ก็ต้องพร้อมรับแรงปะทะจากสังคมที่อาจตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี ถูกลดคุณค่าได้เหมือนกัน


ย้อนกลับมาที่เรื่อง "สมยอม หรือ ข่มขืน"  ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง บอกว่า การที่ผู้หญิงไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน ไม่ได้แปลว่าสมยอม  ยกตัวอย่างเคสที่มาขอรับความช่วยเหลือจากมูลนิธิฯมีเยอะมาก บางคนถูกข่มขู่ คุกคาม ใช้อาวุธมาต่อรอง ใช้กำลังบังคับ แล้วจะให้ผู้หญิงต่อสู้อย่างไร  ผู้หญิงบางคนเวลาที่กำลังจะถูกล่วงละเมิด ก็จะเกิดอาการช็อค ตกอยู่ในภาวะไม่กล้าขัดขืน คุมสถานการณ์ไม่ได้ทันที เพราะไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเหตุการณ์เลวร้ายจะเกิดขึ้นกับตัวเอง บางคนอาจจเรียกสติและใช้วิธีการหลอกล่อผู้กระทำละเมิดได้บ้าง แต่บางคนที่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกก็มี จึงเป็นเรื่องที่สังคมควรเข้าใจว่า คนเรามีภาวะความเข้มแข็งทางจิตใจไม่เท่ากัน

ส่วนเรื่องสถานที่ที่ถูกใช้ในการข่มขืน / มีการสร้างกระแสชี้นำว่า สถานที่บางแห่ง ข่มขืนไม่ได้ถ้าไม่สมยอม / เรื่องนี้คุณเจี๊ยบยืนยันแบบหนักแน่นเลยว่า การข่มขืนเกิดขึ้นได้ทุกที่ จะเป็นบ้าน โรงเรียน ห้องน้ำ พื้นที่สาธารณะ หรือแม้แต่ในสถานพยาบาล / เมื่อมีแค่หมอกับคนไข้อยู่ในห้องก็มีสิทธิ์เกิดขึ้นได้ การชี้นำเรื่องสถานที่เป็นหนึ่งในข้ออ้างของฝ่ายผู้ล่วงละเมิด เพื่อต้องการพ้นผิด

ข่าวล่าสุด