กลายเป็นประเด็นดราม่าในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีผู้จัดวิ่งการกุศล "แชริตี้ ชลบุรี มาราธอน 2018 และคอนเสิร์ต" เพื่อหารายได้สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี มอบเงินบริจาคให้กับทางโรงพยาบาลไม่ตรงกับตัวเลขที่ประกาศเอาไว้ เนื่องจากโรงพยาบาลได้รับเงินเพียง 5 แสนกว่าบาท จากยอดขายบัตรที่สูงถึง 6 ล้าน 8 แสนบาท โดยผู้จัดงานอ้างว่าเป็นยอดเงินประมาณการณ์ ไม่ใช่ตัวเลขจริง และเมื่อหักค่าใช้จ่ายการจัดงานทั้งหมดแล้ว เหลือเงินเพียงเท่านี้
หากยังจำกันได้ โครงการนี้จัดขึ้นช่วงกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีกิจกรรมวิ่งมาราธอนหลายระยะ ยาวที่สุด 42 กิโลเมตร จนถึงสั้นที่สุด 5 กิโลเมตร ออกตัวกันที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา แต่หลังการแข่งขันจบลง นักวิ่งจำนวนมากพากันโพสต์ภาพและคอมเมนท์ในสื่อสังคมออนไลน์ ตำหนิผู้จัดงานที่ปล่อยให้น้ำหมด ทำให้นักวิ่งไม่มีน้ำดื่ม บางช่วงมีน้ำแต่ไม่มีแก้วให้ ต้องให้เจ้าหน้าที่รินน้ำจากเหยือก หรือให้นักวิ่งเอามือมารองน้ำกรอกเข้าปาก บางจุดนักวิ่งต้องนำหลอดมาแย่งกันดูดน้ำก็มี หนำซ้ำเส้นทางวิ่งก็ไม่มีการบริหารจัดการ พบฝาท่อบนถนนเปิดทิ้งไว้
ช้อมูลทั้งหมดนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตำรวจสืบสวนปมปัญหาการจัดวิ่งการกุศล กระทั่งนำกำลังเข้าจับกุม นายธงชัย เจียรไน หรือ นายโชคชัย ก่อการกรวด หลังถูก นายกิตติภัทร ชลศรานนท์ ตัวแทนผู้จัดการงานวิ่งการกุศล เข้าแจ้งความว่านายโชคชัยอยู่เบื้องหลังโครงการ และยังมีตัวละครอีกหลายตัวที่ร่วมอยู่ในขบวนการ ซึ่งเชื่อว่ามีการวางแผนมาก่อนล่วงหน้า
ความไม่โปร่งใสในโครงการวิ่งการกุศล ไม่ได้เกิดแค่กรณีเดียว แต่ยังเกิดขึ้นกับอดีตนักดนตรีชื่อดังอย่าง เชษฐ์ สไมล์บัฟฟาโล ที่ออกวิ่งในภาคตะวันออก ต่อยอดโครงการก้าวคนละก้าวเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศของ ตูน บอดี้สแลม โดยเชษฐ์ ออกวิ่งเพื่อหาเงินสนับสนุนโรงพยาบาลชลบุรี กระทั่งได้เงินจำนวน 401,500 บาท แต่ไม่มีการนำเงินไปมอบให้ทางโรงพยาบาล ก่อนจะพบว่ามีเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำเงินก้อนนี้ไปจัดการเอง
นี่เป็นตัวอย่างการทุจริตที่เกิดขึ้นโครงการวิ่งการกุศล ซึ่งกำลังเป็นกิจกรรมยอดฮิตในบ้านเรา และเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. มองว่า จริงๆ แล้วเรื่องการทุจริตหรือความไม่โปร่งใสต่างๆ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในวงการนี้ แต่ที่เกิดขึ้นบางรายการ เพราะผู้จัดไม่มีการควบคุมที่ดีพอ หรือไม่ก็ตั้งใจจะทำทุจริตอยู่แล้ว เนื่องจากโครงการวิ่งต่างๆ มักเปิดรับผู้สมัครล่วงหน้าอย่างน้อย 3-6 เดือน บางรายการมีการโฆษณาชวนเชื่อโดยใช้สถานที่สวยงามเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุ๊ก เมื่อคนสมัครเข้าร่วมจำนวนมาก ก็ได้เงินเยอะ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถจัดได้จริง
ผู้ทรงคุณวุฒิจาก สสส. ยังเผยถึงตัวเลขคนไทยที่เลือกการวิ่งเป็นวิธีการออกกำลังกายในปัจจุบัน ว่ามีมากถึง 15 ล้านคน ในจำนวนนี้มีราวๆ 5 ล้าน 8 แสนคนที่เข้าร่วมโครงการวิ่งมาราธอน ส่งผลให้กิจกรรมการวิ่งในปีนี้ตลอดทั้งปี คาดว่าจะมีมากถึง 1,200 งาน ก้าวกระโดดจากช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นเท่าตัว มีคนเข้าร่วมเฉลี่ยต่อโครงการ 3,000 5,000 คน ค่าสมัครเฉลี่ยคนละ 500-1,000 บาท
ประมาณการณ์ว่าในแต่ละสัปดาห์จะมีเม็ดเงินจากการสมัครเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา โดยเฉพาะวิ่ง รวมถึงค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ประมาณ 200-250 ล้านบาท ตลอดทั้งปีจึงมีเม็ดเงินสะพัดกว่า 10,000 ล้านบาท เหตุนี้เองที่ทำให้กิจกรรมการวิ่งขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ ทั้งวิ่งการกุศล และวิ่งเพื่อการท่องเที่ยว จนทำให้กิจกรรมเหล่านี้บางส่วนกลายเป็นธุรกิจแสวงหากำไร กระทั่งเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพหัวใสสบช่องหาประโยชน์