ฎีกาพิพากษากลับจำคุก 37 ปี 4 เดือน "มือปืนป๊อปคอร์น"
07 พ.ย. 2561 | sippa035

"ท็อป วิวัฒน์" กลุ่มดูแลความปลอดภัย กปปส. ศาลฎีกาตัดสินจำอ่วม 37 ปี 4 เดือนตามศาลชั้นต้น หลังศาลฎีกา ชี้ หลักฐานโจทก์มีทั้งวงจรปิด-ตร.-คำรับสารภาพครั้งแรก
ข่าว
07 พ.ย. 2561 | sippa035

"ท็อป วิวัฒน์" กลุ่มดูแลความปลอดภัย กปปส. ศาลฎีกาตัดสินจำอ่วม 37 ปี 4 เดือนตามศาลชั้นต้น หลังศาลฎีกา ชี้ หลักฐานโจทก์มีทั้งวงจรปิด-ตร.-คำรับสารภาพครั้งแรก
โดยอัยการ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.57 บรรยายความผิดสรุปว่าวันที่ 1 ก.พ.57 เวลากลางวัน จำเลยกับพวก ได้มีปืนเล็กยาวไม่ทราบชนิดและขนาด ติดตัวไปที่ทางแยกหลักสี่ เขตหลักสี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ประกาศให้เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และยิงปืนเข้าไปในอาคารศูนย์การค้าไอที สแควร์ ซึ่งน.ส.สมบุญ สักทอง , นายนครินทร์ อุตสาหะ และนายพยนต์ คงปรางค์ ผู้เสียหายที่ 1-3 ได้รับอันตรายสาหัส และนายอะแกว แซ่ลิ้ว เสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุเกิดที่แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. ชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี
ซึ่งศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 มี.ค.59 เห็นว่า พยานหลักฐานของอัยการที่เป็นพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบิกความสอดคล้องเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนหาคนร้ายสวมเสื้อยืดชุดดำ และชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพกับเป็นผู้นำชี้จุดเกิดเหตุ จึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนเดียวกับคนร้ายที่สวมชุดดำ ที่มือสวมถุงกระสอบข้าวโพดสีเขียวเหลือง โดยการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรม จึงให้จำคุกตลอดชีวิตฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทหนักสุด และฐานมีอาวุธปืนและพกพาอาวุธปืน จำคุก 6 ปี แต่คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ มีเหตุให้บรรเทาโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกฐานฆ่าผู้อื่น 33 ปี 4 เดือน และความผิดฐานพกพาอาวุธปืนจำคุก 4 ปี รวมจำคุกจำเลย 37 ปี 4 เดือน
ต่อมา "นายวิวัฒน์ จำเลย " ได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.60 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่ให้คุมขังไว้ระหว่างฎีกา
จากนั้น อัยการโจทก์ และโจทก์ร่วมยื่นฎีกา ขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ซึ่งตลอดการพิจารณาคดีนี้ ศาลไม่เคยอนุญาตให้ประกันตัว โดยระหว่างนั้นนายวิวัฒน์ ก็ถูกควบคุมอยู่ที่เรือนจำคลองเปรม และหลังจากมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว นายวิวัฒน์ ก็ไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ตัวถูกคุมขังใยเรือนจำบางขวาง
โดยวันนี้ศาลเบิกตัว "นายวิวัฒน์" จำเลย มาจากเรือนจำบางขวางฟังคำพิพากษา ซึ่งมีญาติและเพื่อนของจำเลย มาร่วมฟังคำพิพากษาฎีกาด้วย
ขณะที่ "ศาลฎีกา" พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบแล้วเห็นว่า นอกจากจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งได้ทำการสืบสวนพยานหลักฐานวงจรปิดของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่บริเวณแยกหลักสี่ กับภาพเคลื่อนไหวบันทึกเหตุการณ์จากอินเตอร์เน็ตบางส่วน ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน จึงสืบทราบว่าคนร้ายชุดดำที่สวมหมวกไหมพรม ใช้อาวุธปืนสวมถุงกระสอบข้าวโพดสีเขียวเหลืองปิดบังอาวุปืน ยิงใส่กลุ่มผู้สนับสนุนการเลือกตั้งบริเวณไอทีแสควร์ โดยโจทก์ก็มีทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งจากกล้องวงจรปิด และภาพบันทึกเหตุการณ์ในอินเตอร์เน็ต เปรียบเทียบบุคคลได้ชัดว่าเป็นตัวจำเลย และพี่ชายของจำเลยก็ให้การว่าบุคคลตามภาพมีลักษณะตรงกับจำเลย ขณะที่แม้หลักฐานไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าใครเป็นผู้ยิงผู้ตาย แต่ตามหลักฐานที่นำสืบมาฟังได้ว่่า จำเลยกับพวกรวม 22 คนที่เป็นกลุ่มดูแลความปลอดภัยให้ กปปส.ช่วงที่มาชุมนุมแยกหลักสี่ โดยมีเจตนาร่วมกันที่จะใช้อาวุธปืนพร้อมยิงใส่อีกกลุ่มที่มาปะทะกันโดยเล็งเห็นผลอยู่แล้วว่าจะทำให้เกิดการบาดเจ็บและจะเสียชีวิตได้ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบสภาพอาวุธปืนพบว่าอาจจะเป็น M 16 หรือปืนกลมือ เป็นอาวุธปืนสงครามมีอานุภาพร้ายแรงซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ครอบครอวได้ อีกทั้งคำรับสารภาพของจำเลยพร้อมการชี้จุดที่เกิดเหตุ ก็เป็นไปด้วยความสมัครใจของจำเลยและกระทำต่อหน้าสื่อมวลชนจำนวนมาก ไม่ปรากฎว่าเกิดจากการข่มขู่บังคับของเจ้าหน้าที่ตามที่จำเลยอ้างต่อสู้
พยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาให้ยกฟ้องจำเลยนั้นยังคลาดเคลื่อนไปจากพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษากลับให้จำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลา 37 ปี 4 เดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างฟังคำพิพากษา "นายวิวัฒน์" จำเลย ก็สีหน้าเรียบเฉย ซึ่งภายหลังก็ได้มีพูดคุยกับทนายความด้วย ก่อนถูกนำตัวไปคุมขังยังเรือนจำรับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุด โดยจำเลยนั้นที่ผ่านมาถูกจำคุกระหว่างดำเนินคดีมาแล้วประมาณ 4 ปี