เนชั่นทีวี

ข่าว

ครม.อนุมัติเอกชนร่วมทุน 4 โครงการอีอีซี 4.7แสนล้าน

31 ต.ค. 2561 | tananya_nak

ครม.อนุมัติเอกชนร่วมทุน 4 โครงการอีอีซี 4.7แสนล้าน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติเอกชนร่วมลงทุน 4 โครงการในพื้นที่อีอีซี วงเงินรวมกว่า 4.7 แสนล้านบาท เตรียมออกร่างทีโออาร์เดือนพฤศจิกายนนี้ คาดได้ผู้ชนะประมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ระบุ คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบในหลักการรัฐร่วมทุนเอกชนโครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี จำนวน 4 โครงการ วงเงินรวม 4.7 แสนล้านบาท หากรวมกับโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีเทรนเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งผ่านการเห็นชอบากครม.ไปแล้ว จะทำให้โครงการลงทุนหลักของอีอีซีครบ 5 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 6.5 แสนล้านบาท


ทั้ง 4 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โดยมีกองทัพเรือเป็นเจ้าของโครงการ มีลักษณะโครงการเป็นสนามบินพาณิชย์ที่มี 2 รันเวย์ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนเทียบเท่าสนามบินสุวรรณภูมิ อนุมัติค่าใช้จ่ายโครงการในกรอบวงเงิน 17,768 ล้านบาท ซึ่งกองทัพเรือเป็นผู้เปิดประมูล รวมทั้งให้เช่าที่ดิน 6,500 ไร่ และเอกชนร่วมลงทุน 2.72 แสนล้านบาท กำหนดระยะเวลาร่วมลงทุน 50 ปี




2.ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา โดยมีบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าของโครงการ โดยออกแบบให้ลักษณะโครงการเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานอัจฉริยะ เพื่อรองรับเครื่องบินพาณิชย์ที่เข้าซ่อมพร้อมกันได้ 7 ลำ ซึ่งรัฐเป็นผู้ลงทุนสร้างอาคารและเอกชนลงทุนติดตั้งอุปกรณ์วงเงินลงทุนรวม 10,588 ล้านบาท แบ่งเป็นรัฐลงทุน 6,333 ล้านบาท และให้เช่าที่ดิน 210 ไร่ และเอกชนลงทุน 4,255 ล้านบาท ระยะเวลาในการลงทุน 50 ปี


3.โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 เฉพาะในส่วนท่าเรือ F1 และ F2 โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทย หรือกทท. เป็นเจ้าของโครงการ ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าจาก 11 ล้านทีอียูต่อปี เป็น 18 ล้านทีอียูต่อปี หรือเป็นท่าเรืออันดับ 15 ของโลก และกำหนดระยะเวลาร่วมทุน 35 ปี เงินลงทุนรวม 114,047 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 53,490 ล้านบาท และเอกชน 60,557 ล้านบาท


และ 4.โครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งอนุมัติให้การนิคมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นเจ้าของโครงการ มีลักษณะโครงการในการพัฒนาให้เป็นท่าเรือที่สามารถรองรับสินค้าเหลวจาก 16 ล้านตันต่อปี เป็น 31 ล้านตันต่อปี โดยจะมีการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยรัฐเป็นผู้ลงทุนถมทะเล และสร้างสาธารณูปโภค ส่วนเอกชนสร้างท่าเรือและติดตั้งอุปกรณ์ วงเงินลงทุนรวม 55,400 ล้านบาท แบ่งเป็นภาครัฐ 1.29 หมื่นล้านบาท และภาคเอกชนลงทุน 4.25 หมื่นล้านบาท ระยะสัญญา 35 ปี


จากมูลค่าการลงทุนของทุกโครงการกว่า 6.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ภาครัฐลงทุน 2 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งจะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจคิเป็นมูลค่ารวม 8.2 แสนล้านบาท มีผลตอบแทนทางการเงินสุทธิ 5.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นผลตอบแทนของภาครัฐ 4.5 แสนล้านบาทและภาคเอกชน 1.1 แสนล้านบาท และยังทำให้เกิดการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นคนต่อปี


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อุตตม สาวนายน ระบุ ทั้ง 4 โครงการจะเปิดให้เอกชนซื้อซองประมูลภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ และคาดว่าจะได้ผู้ชนะในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 









ข่าวล่าสุด