ส่วนนายอลงกรณ์ กล่าวในประเด็นถึงจุดยืนทางการเมืองหลังเลือกตั้ง ด้วยว่า ก่อนและหลังเลือกตั้ง หากพรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่งจะจัดตั้งรัฐบาลเองแน่นอน หากชนะเป็นอันดับสอง จะปล่อยให้พรรคชนะที่หนึ่งจัดตั้งรัฐบาลตามครรลอง และสิ่งสำคัญคือ ไม่เอานายกฯ คนนอกที่เป็นชนวนนำไปสู่วิกฤตชาติ และวงจรที่นำไปสู่การรัฐประหาร โดยตนในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล โดยสิ่งสำคัญคือ ยึดผลประโยชน์ของประชาชน ส่วนอุดมการณ์ทางการเมืองต้องบริหารภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลก ผ่านการสร้างความเป็นเอกภาพและหัวหน้าพรรคต้องตัดสินใจแบบฟันธง คือ เสรีนิยมเสรีประชาธิปไตย
ขณะที่ประเด็นเศรษฐกิจนั้น ผู้สมัคร หมายเลข 3 กล่าวว่า ประเทศติดหล่มเพราะการผูกขาดทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาต้องขจัดการผูกขาดผ่านกฎหมาย ผ่านการสร้างโมเดลเศรษฐกิจ 6 ด้าน อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล,เศรษฐกิจสร้างสรรค์, เศรษฐกิจเพื่อสังคม, เศรษฐกิจผู้สูงวัย เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งประเทศ โดยสิ่งสำคัญ คือ การสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้สังคมทุกระดับมีความเท่าเทียม ทั้งนี้รูปแบบเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ อีอีซี ตนมองว่าไม่เกิดประโยชน์ให้ทั่วประเทศ ดังนั้นต้องขยายฐานไปสู่ทั่วภูมิภาคของประเทศ เพื่อไม่ให้รวยกระจุก จนกระจายผ่านการวางโมเดลภายใต้ 6 โมเดลเศรษฐกิจ ลดการพึ่งทุน และเทคโนโลยีภายนอก
คำถามสุดท้ายมาจากทางบ้าน ซึ่งถามว่าหากไม่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคจะลาออกจากพรรคหรือไม่ นายอลงกรณ์ กล่าวตอบคำถามพร้อมแสดงวิสัยทัศน์ สุดท้ายว่า "กว่าจะกลับมาประชาธิปัตย์ได้ ผมเจอวิบากกรรมมาก มีคนบอกว่าจะมาเป็นภารโรงก็ไม่ได้ ผมเอาน้ำเน่าจากคลองแสนแสบเพื่อมาดื่ม แต่ผมให้ทุกคนดื่มด้วย ซึ่งผมขอเปรียบว่าเป็นปัญหาการเมืองน้ำเน่า และวนกับรัฐประหาร รวมถึงไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจน ล้าหลังได้ ดังนั้น ผมขอเป็นตัวเลือกการเมืองสีขาว เพื่อให้คนทั้งประเทศเลือก หากให้ผมเป็นหัวหน้า จะขอใบลาออกจาก ส.ส.เขตล่วงหน้า หากพบว่ามีการโกง จะปลดออกจากการหาเสียงทันที รวมถึงเป็นรัฐบาลจะขอใบลาออกจากรัฐมนตรีทุกคนหากพบโกง ภายใน 36 ชั่วโมงชี้แจงไม่ได้ จะให้ออกทันที รวมถึงใบลาออกของผมจากตำแหน่งเช่นกัน"