พูดถึงไฟไหม้ เราก็จะนึกถึงการหมอบลงที่ต่ำ เอาผ้าห่มไปชุบน้ำแล้วห่อตัวไว้ แต่เมื่อถึงสถานกาณ์จริง มีไฟอยู่รอบตัวเรา จังหวะนั้นเราก็จะทำอะไรไม่ถูก ด้วยความกลัว ความกัวล แล้วยิ่งถ้าเป็นเด็ก เขาจะยิ่งกลัวกว่าผู้ใหญ่หลายเท่าจริงๆ แล้วการสอนเด็กเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด รวมไปถึงทักษะการเอาตัวรอด ถูกแทรกอยู่ตามบทเรียนและการใช้ชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และมีการสอนกันตั้งแต่เด็กเล็กด้วย ยกตัวอย่าง บางโรงเรียน ตั้งแต่ระดับอนุบาล ก็สอนให้เดินตามเส้นบนถนนที่แบ่งเป็นสีๆ มีแบบเรียนที่เป็นรูปการ์ตูน มีแผ่นพับให้ดูเยอะแยะ ทั้งหมดนี้เป็นสื่อการสอนที่ดี แต่มันอาจดีไม่พอเมื่อเจอสถานการณ์จริง เพราะไม่ได้ฝึกปฏิบัติ และที่สำคัญสถานที่เกิดเหตุกลายเป็นที่บ้าน ไม่ใช่ในโรงเรียนข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก ดอกเตอร์ พัชรวัลย์ เกตุแก่นจันทร์ หรือ "ครูหนิง" บอกกับ "ล่าความจริง" ว่า การเตรียมตัวที่ได้ผลคือ การทำให้เด็กไม่กลัวภาวะอันตรายจนเกินไป ผู้ปกครองต้องระวังการปลูกฝังความกลัวแบบผิดๆ ให้กับเด็กโดยไม่รู้ตัว เช่น พ่อแม่เห็นมีดอยู่ใกล้ตัวเด็ก รีบตะโกนบอกเด็กเลยว่าอย่าไปเข้าใกล้ ให้ออกไปห่างๆ ทำให้เด็กกลัวมีด แต่จริงๆ แล้วในชีวิตประจำวันเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องใช้มีดอยู่ดี ทางที่ถูกอย่างในต่างประเทศ เขาจะสอนวิธีจับ วิธีใช้ และวิธีวางมีดให้เด็กเลยเหมือนกันกับกรณีไฟไหม้ วิธีการเตรียมตัวก็คือ ต้องมีการพูดคุยกับเด็ก พูดคุยกันให้เหมือนเป็นเรื่องปกติทั่วไป บอกลูกๆ ให้เข้าใจว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่ดูแล้วไม่เหมือนกับทุกวัน เราทุกคนในบ้านจะไปรวมกันที่ไหน ลองเล่นกันดูก่อนก็ได้ จับเวลาหน่อย ลองสมมติว่าถ้าได้ยินเสียงแม่ร้อง หรือพ่อตะโกน อันดับแรกมารวมตัวกันก่อน ต่อมาอย่าลืมดูทางหนีทีไล่ของบ้าน ซึ่งถ้าเด็กโตพอก็ต้องบอกให้เขาว่าเราเก็บกุญแจไว้ที่ไหน ลองซ้อมเปิดกุญแจเหล็กดัดดูบ้าง ซ้อมเปิดประตูบ้าน ซ้อมคำพูดเพื่อไปบอกเพื่อนบ้านให้มาช่วยเหลือ นี่เป็นเบสิคง่ายๆ สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วไป
คราวนี้ผู้ปกครองก็ต้องเตรียมพร้อมเด็กสำหรับเหตุการณ์เฉพาะอย่างไฟไหม้ ลองถามเด็กดูว่าที่โรงเรียนสอนว่าอย่างไร ลองทำให้ดูได้หรือไม่ ให้เด็กได้ลองคลาน ลองเอาผ้าไปชุบน้ำ ลองให้เขาคิดหาทางออกจากปัญหาสร้างเป็นสถานการณ์สมมติ เพราะสำคัญที่สุดของการเอาชีวิตรอดคือ "ความพร้อม" และอย่าปลูกฝังความเชื่อ ความกลัวที่ผิดๆ บางคนไม่ยอมคุยกับลูกเรื่องไฟไหม้ เพราะเชื่อว่าพูดไปแล้วเป็นลางไม่ดี แต่ลืมไปว่าจะเอาลางไม่ดีหรือจะปล่อยให้เด็กไม่รู้วิธีเอาตัวรอดหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้ คือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ชื่อย่อว่า "ปภ." ซึ่งที่ผ่านมา ปภ.ก็ไม่ได้ละเลย มีการจัดโครงการอบรมหลากหลายโครงการ เช่น การป้องกันอัคคีภัยในสถานประกอบการ การเอาตัวรอดจากอัคคีภัย โดยเข้าไปทำโครงการทั้งในโรงเรียน และสถานประกอบการจำพวกโรงงาน และโรงแรม แต่ข้อจำกัดที่พบก็คือ มักสอนเชิงทฤษฎีเป็นหลัก ไม่ค่อยมีฝึกปฏิบัติ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องเวลาและอุปกรณ์
เจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก ปภ.บอกกับ "ล่าความจริง" ว่า หลังๆ พยายามเพิ่มโครงการอบรมนักเรียน โดยไปอบรมในโรงเรียน เป็นหลักสูตรบรรเทาสาธารณภัยเบื้องต้น เช่น ต้องรู้ว่าบันไดหนีไฟอยู่ตรงไหน อุปกรณ์ดับเพลิงอยู่ตรงไหน และส่งเสริมให้ครูจัดทำแผนเผชิญเหตุ ว่าเมื่อเกิดเหตุแล้วต้องแจ้งใคร อพยพอย่างไร
แต่ปัญหาที่พบคือ ส่วนใหญ่คนไม่ค่อยสนใจ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จากประสบการณ์ที่เจ้าหน้าที่ ปภ.ไปอบรมมา มีคนแค่ 20% เท่านั้นที่สนใจจริงๆ จุดนี้เองที่ทำให้เวลาเกิดเหตุร้ายขึ้นแล้ว คนส่วนใหญ่มักช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ถ้าได้เรียนรู้จริงๆ จากการอบรม อย่างน้อยเมื่อเกิดเหตุก็จะมีสติ ไม่ตกใจมากจนสลบหรือเป็นลม และเมื่อมีสติก็จะมีโอกาสรอดชีวิตได้มากกว่า
ทั้งหมดนี้คือหลักการพื้นฐานของการเอาตัวรอดจากสถานการณ์วิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัยหรือภัยอย่างอื่นก็ตาม และถึงเวลาแล้วที่บ้านเราต้องจริงจังกับเรื่องนี้ให้มากขึ้นเสียที