เนชั่นทีวี

ข่าว

(คลิปข่าว) บทเรียนโรคซึมเศร้า-แผลในใจ สู่ฆ่ากันตายในครอบครัว

28 ส.ค. 2561 | wanchat

(คลิปข่าว) บทเรียนโรคซึมเศร้า-แผลในใจ สู่ฆ่ากันตายในครอบครัว

(ชมคลิปเต็มด้านล่าง) ช่วงไม่ถึง 1 สัปดาห์มานี้ มีข่าวสลดที่เป็นความรุนแรงที่เกิดจากคนในครอบครัวเป็นข่าวใหญ่ถึง 2 คดีด้วยกัน คดีแรก พ่อแท้ๆ เอาขวดเบียร์ที่ถูกตีเป็นปากฉลามปาดคอลูกของตัวเอง อายุแค่ 5 ขวบ พอลูกเสียชีวิต ตัวพ่อก็พยายามฆ่าตัวตายด้วยการเอาขวดเบียร์นั่นแหละปาดคอตัวเอง ตอนนี้บาดเจ็บสาหัส ยังต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล คดีที่สอง ดาบตำรวจคนหนึ่งใช้ปืนยิงภรรยาจนเสียชีวิต แล้วก็ยิงตัวเอง เป็นการยิงต่อหน้าลูกอายุแค่ 1 ขวบ ทำให้ลูกต้องเป็นกำพร้าทั้งๆ ที่ยังแบเบาะ จากทั้ง 2 เหตุการณ์สลดที่สะท้อนปัญหาความรุนแรงในครอบครัวของสังคมไทย วันนี้เราจะมาลองวิเคราะห์กันในเชิงจิตวิทยาและอาชญาวิทยากัน

"ล่าความจริง" ได้พูดคุยกับ ร้อยตำรวจเอก ดอกเตอร์ จอมเดช ตรีเมฆ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ได้ข้อมูลว่า ส่วนใหญ่คนที่ฆ่าคนในครอบครัวของตัวเอง แล้วฆ่าตัวตายตามเกือบร้อยเปอร์เซนต์เป็นคนที่มีภาวะทางจิตผิดปกติ เรียกว่ามีอาการป่วยทางจิตเวช มีภาวะซึมเศร้า สิ่งที่เราต้องเข้าใจคือ "อาการซึมเศร้า" กับ "รู้สึกเศร้าใจ" นี่ไม่เหมือนกัน อาการซึมเศร้าเกิดขึ้นเพราะสารในสมองหลั่งผิดปกติ ทำให้การดำรงชีวิตของคนนั้นผิดเพี้ยนไป บางคนอาจจะเคยมีเรื่องกระทบจิตใจมาก่อน เช่น เคยเสียครอบครัว เคยผ่านสงคราม ตกเครื่องบิน หรือบางคนภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้นเพราะการใช้สารเสพติด ติดเหล้า ก็แล้วแต่ว่าเคยเจออะไรมาก่อน หรือถ้าไม่เคยเลยก็เป็นอาการป่วยอย่างหนึ่ง

หลายคนอาจจะมีคำถามว่า มีวิธีสังเกตคนเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ จะได้ป้องกันได้ทัน อาจารย์จอมเดช บอกว่า "มี" ง่ายที่สุดคือให้ดูตอนนอน คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะนอนไม่หลับ หรือนอนแล้วก็ตื่นกลางดึก ถ้ายอมไปหาหมอแล้วรีบรักษาก็จะป้องกันได้ คนใกล้ชิดก็ต้องคอยสังเกตอาการ แล้วโน้มน้าวให้คนป่วยไปหาหมอ

เพราะฉะนั้น เราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครมีอาการป่วยทางจิต ต้องให้จิตแพทย์เป็นผู้วินิจฉัยเท่านั้น และ วิธีแก้ไขคือต้องใช้ยารักษา นี่คือในแง่ของโรคซึมเศร้า

คราวนี้เรามาดูในมุมมองด้านจิตวิทยากันบ้าง เราได้พูดคุยกับ แพทย์หญิง วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กราชนครินทร์ คุณหมอวิมลรัตน์สรุปสาเหตุของคนที่ก่อความรุนแรงทั้งฆ่าคนในครอบครัวและฆ่าตัวเอง คล้ายๆ กับทฤษฎีด้านอาชญาวิทยาเลย มี 3 สาเหตุใหญ่ด้วยกันคือ

1. ใช้สารเสพติด หรือติดแอลกอฮอล์ 2. มีภาวะซึมเศร้า สิ้นหวัง คิดว่าคนอื่นดูถูก และ 3. ป่วยเรื้อรัง ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

คุณหมอวิมลรัตน์บอกว่า มีวิธีสังเกต คือคนที่มีอาการ 1ใน 3 ข้อนี้ ส่วนมากจะพูดและแสดงออกมาให้เห็นความเจ็บช้ำของพวกเขา แต่คำถามคือคนใกล้ตัวจะเชื่อหรือไม่ บางคนก็ปลอบๆ ไป แต่ไม่จริงจังอะไร วิธีที่ถูกต้องคือ เมื่อสังเกตพบแล้วต้องช่วยเหลือและรักษา สุดท้ายต้องนำมาสู่การแก้ไข เพื่อป้องกันปัญหาครอบครัวให้ได้

อีกประเด็นหนึ่งที่ยังพูดถึงกันน้อย ก็คือเด็กที่อยู่ในสถานการณ์รุนแรง แม้ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อโดยตรง อย่างเด็กที่รับรู้เรื่องพ่อปาดคอน้อง เรื่องนี้ คุณหมอวิมลรัตน์ บอกว่า 100 เปอร์เซนต์ของเด็กที่เห็นภาพความรุนแรงในอายุที่เขาพอจะรู้เรื่องแล้ว เด็กจะมีภาพจำ แล้วพอเด็กเหล่านี้โตขึ้น มักมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นผู้กระทำเสียเอง เช่น เคยถูกทำร้าย เมื่อโตไปก็ไปทำร้ายคนในครอบครัวต่อ เคยถูกข่มขืน โตไปก็ไปข่มขืนคนอื่นต่อ ถือเป็นวงจรปัญหาสังคมที่แก้ยากจริงๆ ฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น และมีเด็กรับรู้รับทราบ ต้องกันเด็กออกมา แล้วเข้ากระบวนการดูแลทางจิตวิทยาอย่างเข้มข้นทันที

ข่าวล่าสุด