ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกประมาณเกือบ 4 แสนกิโลเมตร ทำให้อุณหภูมิแตกต่างจากโลกมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เพราะกลางวันอาจสูงถึง 100-120 องศาเซลเซียส ส่วนกลางคือแสนหนาวเหน็บ "-150 ถึง -170 องศาเซลเซียส"
มนุษย์มองไม่เห็นดวงจันทร์อีกด้านหนึ่งเป็นเพราะกลไกการหมุนรอบตัวและแรงโน้มถ่วงระหว่าง โลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ ระยะเวลาที่ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองเท่ากับที่หมุนโคจรรอบโลกมนุษย์ หมายความว่าหมุนรอบตัวเองไปด้วยหมุนรอบโลกไปด้วยพร้อมๆ กัน ก็เลยหมุนตามกันไปด้านเดียว ทำให้มีด้านเดียวหันมาทางโลกตลอดเวลา
ปัจจุบันมีเพียง 6 ประเทศ ได้แก่ อเมริกา รัสเซีย ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย ที่เคยส่งมนุษย์อวกาศและยานสำรวจข้ามโลกไปปักธงชาติตัวเองบนผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ แต่เป็นเพียงด้านสว่างเท่านั้น ทำให้เกิดปริศนามาตลอดว่าอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์หน้าตาเป็นอย่างไร มีเงารูปกระต่ายด้วยหรือไม่ เพราะด้านนั้นอยู่ไกลกว่าและไปยากกว่าหลายเท่า ...
จนกระทั่งเมื่อประมาณตีห้า ของวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 ศูนย์ส่งดาวเทียมเมืองซีชาง มณฑลเสฉวน ถือฤกษ์งามยามดีปล่อยจรวดยิงดาวเทียม "เชวี่ยเฉียว" (QueQiao) ขึ้นสู่อวกาศประสบความสำเร็จ พร้อมประกาศว่า นี่คือดาวเทียมดวงแรกของโลกที่เข้าสู่ "วงโคจรแอลทู" (Lagrange point :L2) ของดวงจันทร์ ห่างจากโลกไปไกล 4.5 แสนกิโลเมตร ภารกิจของ "เชวี่ยเฉียว" คือรองรับการสื่อสารของยานอวกาศ "ฉางเอ๋อ4" ที่จีนจะรีบส่งตามขึ้นไปคลี่คลายปริศนา "ดวงจันทร์ด้านมืด" ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
หากจีนทำสำเร็จจริง จะกลายเป็นชาติแรกในโลกแซงหน้ายักษ์ใหญ่ "นาซา" ของอเมริกา ขึ้นไปผงาดบนดวงจันทร์ด้านที่มนุษย์ไม่เคยได้ยลโฉมมาก่อนประเมินกันว่าโครงการสำรวจดวงจันทร์แต่ละครั้งนั้น ใช้งบประมาณ 5-6 แสนล้านบาท หรือ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์เจาะลึก 5 คำถามกับ "ดร.สิทธิพร ชาญนำสิน" ผู้เชี่ยวชาญกลศาสตร์วงโคจร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) หรือ จิสด้า เพื่อคลี่คลายปริศนาว่าเหตุใด รัฐบาลจีนยอมทุ่มเทเงินมหาศาลสำรวจดวงจันทร์ โดยเฉพาะ "ด้านมืด" ที่ต้องใช้งบประมาณสำรวจสูงกว่าปกติ บนนั้นมีทรัพยากรมูลค่ามหาศาลอะไรซ่อนอยู่