เนชั่นทีวี

ข่าว

"นคร มาฉิม" เปิดใจ!!! ไม่หวั่นโดนฟ้อง พร้อมตั้งพรรคเล็ก

03 ส.ค. 2561 | jirasin_yin

"นคร มาฉิม" เปิดใจ!!! ไม่หวั่นโดนฟ้อง พร้อมตั้งพรรคเล็ก

พิษณุโลก-"นคร มาฉิม" เปิดใจไม่หวั่นโดนฟ้อง พร้อมตั้งพรรคเล็กหากไม่มีพรรคใดรับลงส.ส. เหน็บโครงสร้างประเทศไทย เป็นโครงสร้างของเผด็จการ โดยเผด็จการและเพื่อเผด็จการไปอีกนาน

วันที่ 3 สิงหาคม 2561 ที่จังหวัดพิษณุโลก นายนคร มาฉิม อดีตส.ส.พิษณุโลก 4 สมัย พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกำลังเป็บุคคลทางการเมืองที่ประชาชนและคอการเมืองให้ความสนใจ จากบทบาทและท่าทีการแสดงออก โดยเฉพาะวันที่ 26 กรกฏาคม 2561 ที่ผ่านมา ในวันคล้ายวันเกิดของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายนคร ได้เขียนลงเฟซบุ๊คส่วนตัว ใจความโดยสรุป เปิดโปงถึงขบวนการล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย ระบุว่า มีแนวร่วมฝ่ายอนุรักษนิยม พร้อมทั้งกลุ่มทุน เครือข่าย นายทุน กลุ่มขุนศึก และเครือข่ายข้าราชการ จากนั้นนำมาถึงกระแสฮึ่ม ๆ จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาขู่ว่าจะมีการฟ้องร้องนายนคร 


ในวันนี้ นายนคร ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในจ.พิษณุโลกหลายแขนง ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของเส้นทางการเมืองที่แจ้งเกิดกับพรรคประชาธิปัตย์ กระทั่งฟางเส้นสุดท้ายที่ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และประกาศอยู่คนละขั้ว กับรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา 

"นคร มาฉิม" เปิดใจ!!! ไม่หวั่นโดนฟ้อง พร้อมตั้งพรรคเล็ก



นายนคร มาฉิม เปิดเผยถึงเส้นทางการเมืองของตนเองว่า ช่วงรัฐธรรมนูญปี 40 มีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ได้รับการทาบทามจากนายโกศล ไกรฤกษ์ บิดาของนายจุติ ไกรฤกษ์ ให้มาลงสมัครในจ.พิษณุโลก เพราะไม่มีคนลง และเป็นบ้านเกิดตน จึงตัดสินใจลงก็ลง มีโอกาสมาลงสมัครส.ส.ที่เป็นพรรครัฐบาลในเวลานั้นนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี สมัครในช่วงปลายปี 2543 มีเวลาหาเสียง 90 วัน ไปลงเขต อ.นครไทย อ.ชาติตระการและอ.วังทอง บางส่วน วางแผนลงหาเสียงทุกชั่วโมง ใช้พูดบอกว่า ตนเป็นลูกชาวบ้านทำงาน ด้านกฎหมายเป็นที่ปรึกษากฎหมายเป็นหัวหน้าสำนักงานทนาย เราอยากใช้ความรู้ความสามารถประสบการณ์ที่ทุกข์ยากลำบากมาได้ไปทำงานรับใช้พี่น้องบ้านเรา เพื่อที่จะให้พี่น้องกินดีอยู่ดีขึ้นประชาชนให้โอกาส 


"ผมเองก็งง หัวคะแนนก็ไม่มี เงินก็ไม่มีแต่ชนะแบบฉิวเฉียด 200 กว่าคะแนน มีโอกาสมาเป็นส.ส.ครั้งแรก ดีใจที่สุด ตั้งหน้าตั้งตาทำงานราษฎรที่ไหนเดือดร้อนมีปัญหาทุกข์ยากลำบากไม่ได้รับความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่รัฐองค์กรต่างๆสู้มาตลอดสู้ด้วยหัวใจให้เขา โดยที่ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆนำเรื่องความทุกข์ร้อน ไปยื่นกระทู้ไปยื่นมติไปอภิปราย ไปยื่นหนังสือถึงส่วนราชการ ทำมา 4 ปีในช่วงที่พรรคไทยรักไทยพีคสุด ๆ ช่วงนั้นไทยรักไทย"นายนคร กล่าว


หลังจากนั้นก็ต่อสู้เราก็เริ่มเห็นกระบวนการที่ตนเขียนลงในจดหมายนั่นคือเกิดการตื่นตระหนกจริงๆ มันเป็นไปได้อยางไรและองคาพยพทุกอย่างมั่นฟูลทีมหมด ซึ่งตนโชคดี ได้รับโอกาสจากพี่น้องชาวพิษณุโลกมาต่อเนื่องทุกครั้ง ตนถึงบอกว่าสูงสุดในชีวิตของตนแล้วของลูกชาวบ้านไม่มีอะไรต้องสูญเสียแล้วได้เป็นส.ส.แล้ว ตนพูดจากใจจริงๆตายไปไม่ได้เสียดายชีวิต ใช้ชีวิตมาคุ้มแล้ว 


ส่วนการออกจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น มาจากฟางเส้นสุดท้าย ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์บอยคอตเลือกตั้งและนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2557 เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งลงก็เลยตัดสินใจออกเลย ขอไปตายเอาดาบหน้า และแสดงจุดยืนตนเองว่าต่อให้ตายก็จะไม่ยอมก้มหัวรับใช้เผด็จการ ออกมายังไม่รู้เลยจะไปที่ไหน สุดท้ายก็ได้ลงพรรคชาติพัฒนา และอาศัยพรรคเล็กลงสู้และก็ชนะจนได้ประมาณเกือบ 30,000 คะแนน พรรคเพื่อไทยได้ประมาณ 9,000 คะแนน 


ในช่วงนั้นพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงก็ สู้กับพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทยมาตลอด แต่มาถึงจุดหนึ่งแล้วมันตกผลึกทางความคิด ตกผลึกทางการเมืองได้ตรวจสอบประวัติศาสตร์ทางการเมือง ได้ทำงานวิจัยทางการเมือง ได้ไปสัมผัสเพราะเราเป็นส.ส.มา 4-5 ครั้ง ได้สัมผัสการเมืองทุกพรรค ทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายได้มองเห็นมิติทางการเมืองว่าเราจะเลือกฝั่งไหนจึงตัดสินใจด้วยตัวเองว่าขอเลือกอยู่ฝั่งประชาชน ขอเลือกอยู่ฝั่งประชาธิปไตย ดีกว่ายศหรือตำแหน่ง ไม่สำคัญเท่ากับได้การรับเกียรติจากประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจเลยเดินออกมาสู้เดินออกมาสู้แบบโดดเดี่ยว และมั่นใจว่าเรายืนอยู่ในทิศทางที่ถูกต้องในกระแสของประชาธิปไตยในกระแสของโลกและปฏิเสธระบอบเผด็จการแบบขาวกับดำ น้ำกับน้ำมันเลยไม่เอากันเลย จากนั้นก็ลาออกจากพรรคชาติพัฒนามาได้ 3 ปีแล้วสถานะปัจจุบันยังไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด


ผู้สื่อข่าวได้ถามนายนครว่า ทำไมการแสดงจึงเลือกไทม์มิ่ง ตรงกับกับวันเกิดทักษิณ ชินวัตร นายนครตอบว่า วันนั้นตนขับรถจากกรุงเทพฯมาถึงพิษณุโลกก็เหนื่อยมากมาดูข่าว ก็นึกได้เป็นวันเกิดทักษิณ ระหว่างนั้นก็เลยนึกย้อนประวัติศาสตร์ของเราเองประสบการณ์ของเราเอง เราอยู่ที่ไหน เศรษฐกิจมันแย่จริงๆประชาชนทุกข์ร้อนมาก พอเขามาของบ้านเมืองมาเข้าปีที่ 5 ใช้งบประมาณแผ่นดินไปเกือบ 20 ล้านล้านบาท


 ปีนี้บ้านเมืองมีแต่วิกฤตชาวไร่เดือดร้อน เกษตรกรเดือดร้อนผู้ ใช้แรงงานเดือดร้อนจึงมานึกย้อนยุคบ้านเมืองไทยไม่ไหวแล้ว ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ก็ไปสืบค้นว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะประเทศของเราถูกยึดอำนาจ เพราะประเทศของเราถูกเผด็จการปกครอง องค์กรการค้าโลก ข้อตกลงทางการค้าในทุกภาคส่วน มหาอำนาจ EU ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ทุกประเทศที่อยู่ในโลกของประชาธิปไตยเขารังเกียจเผด็จการ เขาบอยคอร์ดไม่คบค้าสมาคมกับประเทศเผด็จการที่ปกครองโดยรัฐบาลทหาร การค้า ลงทุนซบเซา เกิดวิกฤตเป็นยุคข้าวหมากแพง 

"นคร มาฉิม" เปิดใจ!!! ไม่หวั่นโดนฟ้อง พร้อมตั้งพรรคเล็ก


เมื่อหันกลับมามองการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็โกหกประชาชนมาไม่รู้กี่ครั้ง เช่นบอกกับนายกฯญี่ปุ่นว่าเลือกตั้งปี 2558 บอกกับ บันคีมูน เลขาธิการยูเอ็นว่าเลือกตั้งปี 2559 และก็ไม่ทำตามคำพูด หรือบอกกับนายกฯอังกฤษ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส บอกว่าเลือกกุมภาพันธ์แต่ดูแนวโน้มแล้ว จะหาเหตุที่จะเลื่อนอ้างสถานการณ์มาตลอด


"คุณประยุทธ์ ไม่ได้พูดในนามพล.อ.ประยุทธ์คนเดียว แต่พูดในฐานะนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย ไปผิดคำพูดต่อสังคมโลกแบบนั้นทำให้ศักดิ์ศรีของประเทศไทยหายหมด ผมก็เลยมานึกย้อนหลังว่าเราก็มีส่วนหนึ่งในการล้มรัฐบาลทักษิณ ล้มรัฐบาลสมชาย รัฐบาลสมัคร ล้มรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ จึงคิดในใจ บอกกับตัวเองเพราะระดับคุณทักษิณเขาไม่รู้จักผมหรอก ผมเป็นส.ส.ตัวเล็กๆคนหนึ่ง ผมไม่เคยติดต่อกับคุณทักษิณ ไม่เคยพูดไม่เคยคุยกับคุณทักษิณเลย แต่ก็คิดว่าอย่างน้อยที่สุดเรามีส่วนร่วมในฐานะที่ล้มท่าน จึงอยากจะขอโทษในโอกาสวันเกิด"นายนคร กล่าว


นายนคร บอกต่อว่า  จึงลำดับเหตุการณ์มาตามนั้นเพราะเราเห็นเรายืนยันว่ากระบวนการสมคบคิดทางการเมือง มีทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายทหาร มีทั้งฝ่ายนายทุน ขุนศึกศักดินาอำมาตย์ ข้าราชการบางคน ตุลาการบางคน ภาคประชาสังคมบางคน มันเป็นองคาพยพจริงๆและมีพลานุภาพจริงๆ มีศักยภาพสูงจริงๆเป้าหมายเดียวกัน พวกเขาจึงช่วยกันคิด สร้างวาทกรรมทำลายเบ็ดเสร็จจริงๆและตนเลยประกาศเลยว่าใครจะฟ้องร้องตน ใครจะดำเนินคดีกับตน ใครจะเอาตนไปฆ่ารันฟันแทงต่อให้ตาย ตนก็พูดคำเดิม ตรงนี้เป็นความจริงที่ผมได้สัมผัส


อดีตส.ส.พิษณุโลก กล่าวว่า  ถามว่าตนเสียใจไหมพี่ เพื่อนๆพี่น้องฝ่ายการเมืองมาประณาม มาหยามเหยียบ ดูถูกหาว่าตนทรยศบ้าง เนรคุณบ้าง ไม่รู้บุญคุณคนบ้าง ตนขออนุญาตยกมือท่วมหัวหมด พรรคการเมืองใด รัฐมนตรีท่านใด นักการเมืองท่านใดที่มีบุญคุณต่อตน ตนยกไว้เหนือหัวหมด ไม่เคยเหยียบย่ำ ไม่เคยเนรคุณว่ากล่าวร้ายท่านเลยแม้แต่น้อย 


"ผมเห็นว่าพรรคการเมืองใดก็แล้วแต่นักการเมืองคนใดก็แล้วแต่ ต่อให้มีบุญคุณท่วมหัวผม ถ้าเกิดว่านักการเมืองท่านนั้นพรรคการเมืองพรรคนั้นทรยศต่อประชาชน ทรยศต่อประเทศในระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น เราอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน บุญคุณส่วนตัวผมเก็บไว้ไม่ลืม บุญคุณขององค์กรผมไม่ลืม แต่ที่เหนือกว่าองค์กรเหนือกว่าชีวิตเหนือกว่าตัวบุคคลอย่างผม คือ ประชาชนทั้งประเทศ คือ ประชาธิปไตยทั้งระบบที่เราควรจะเดินไปด้วยกันร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมแก้ปัญหากันเพราะโครงสร้างของประเทศในปัจจุบันเป็นโครงสร้างของเผด็จการ โดยเผด็จการและเพื่อเผด็จการไปอีกนาน "นายนคร กล่าว






อย่างไรก็ตาม เราต้องการที่จะเปลี่ยนโครงสร้างนี้มาเป็นโครงสร้างในระบอบประชาธิปไตยเป็นโครงสร้างของประชาชนเป็นโครงสร้างโดยประชาชนและเพื่อประชาชนคนไหนทำดีประชาชนก็ให้โอกาสคนไหนทำแล้วไม่ดีประชาชนก็เป็นคนใหม่ในกรอบเวลา 4 ปีที่เป็นกรอบในการเลือกตั้งที่เป็นกติกาสากล ตนว่ายุติธรรมที่สุดสอดคล้องต้องกันกับระบอบการเมืองการปกครอง ในโลกมากที่สุด


ส่วนเรื่องการจะฟ้องร้องนั้นก็พร้อมที่จะสู้ สู้ด้วยตัวคนเดียวสู้อย่างโดดเดี่ยว แต่จะมาบังคับให้ตนเปลี่ยนคำพูดไม่ได้ ตนยืนหยัดในความจริงและจะพิสูจน์ให้เห็นว่าความจริงเป็นอย่างไ รแต่ก็ขอว่าย้ำนะถ้าเกิดว่าคดีไปถึงศาลอดีตนายกรัฐมนตรีที่มาจากระบบรัฐประหารประมาณ 4 คน อดีตรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ขออ้างเป็นพยานรวมไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นนายกฯที่เป็นหัวหน้าคสช. ขอให้ท่านมาเบิกความเป็นพยานในคดีด้วยแล้วกัน


พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ขอให้ท่านมาเป็นพยานในคดีตนด้วย ตนยืนยันทุกคำพูดทุกตัวอักษรที่เขียนลงไป 


"จุดยืนของผมคืออยู่เพื่อประชาธิปไตยสู้เพื่อประชาธิปไตยผมต้องการให้สังคมไทย ได้พิจารณาถ้าพรรคการเมืองใดประกาศตนเองว่าสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ สนับสนุนคสช.ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศให้ชัดต่อสาธารณะและอีกฝ่ายหนึ่งประกาศให้ชัดเลยว่าถ้าเป็นรัฐบาล จะล้างมรดกบาปทั้งหมดตั้งแต่รัฐธรรมนูญกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญยุทธศาสตร์ชาติแผนของคสช.ทั้งหมด ล้างให้หมดแล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ขอประชามติไปด้วยกัน ถ้าประชาชนเลือกให้พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อไป ท่านบริหารต่อไปผมจะไม่ปริปากว่าเลย เพราะถือว่าเป็นเสียงของประชาชน"นายนคร กล่าว


สำหรับอนาคตทางการเมืองในการจะไปสังกัดพรรคการเมืองใดนั้น ขณะนี้มีหลายพรรคมี 5 พรรค ที่คุยด้วย และได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ของเพื่อไทยมาบ้างแล้ว แต่ยังนิ่งอยู่ รอให้รัฐบาลประยุทธ์ปลดล็อคทางการเมือง ให้การเมืองได้ขยับเป็นธรรมชาติของการเมืองก่อน ถ้ายังไม่มีพรรคไหนลงจริงๆ ก็อาจจะชวนเพื่อนไปตั้งพรรคเองก็ได้ แต่ถ้าพรรคใดให้โอกาสก็จะไปสู้ร่วม แต่มีเงื่อนไขคือต้องไม่เปลี่ยนจุดยืนจากประชาธิปไตยไปอยู่กับฝั่งเผด็จการ

ข่าวล่าสุด