นายอัฐพลจิรวัฒน์จรรยา รักษาการผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าเพื่อเป็นการสนองต่อนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมในการส่งเสริมเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพกนอ.จึงมีนโยบายในการจัดตั้ง SMEs Industry Transformation Center หรือศูนย์ SMEs ITC ระยะที่ 1 ในนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 10 แห่ง โดยปัจจุบันได้ดำเนินการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบที่นิคมฯแหลมฉบัง ที่มุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการด้าน ชิ้นส่วนยานยนต์ โลจิสติกส์และหุ่นยนต์ และในเดือนกรกฎาคมนี้จะเปิดให้บริการอีก 4 แห่ง
ได้แก่1) นิคมฯ ภาคเหนือ (ลำพูน) ที่มุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการด้านอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อาหารและเกษตรแปรรูป 2)นิคมฯ บางปูมุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการด้านอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 3) นิคมฯบางปะอิน มุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการด้านอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
4) นิคมฯ ภาคใต้มุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการด้านเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และยางพารา ส่วนอีก 5 แห่ง จะเปิดให้บริการภายในเดือนกันยายนปีนี้ ซึ่งประกอบไปด้วย นิคมฯ เกตเวย์ซิตี้ที่มุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการด้านชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอาหาร นิคมฯ มาบตาพุด มุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการด้านผลิตภัณฑ์จากพลาสติก นิคมฯลาดกระบัง มุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการด้านอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและการแปรรูปอาหาร นิคมฯ บางชัน มุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการด้านอาหารและชิ้นส่วนยานยนต์ และนิคมฯ สมุทรสาคร มุ่งเน้นสนับสนุนผู้ประกอบการด้านแปรรูปอาหาร
นายอัฐพลกล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนงานบริการของศูนย์ SMEs ITCกนอ.มีการเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษาซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนประกอบด้วย
ความร่วมมือระดับหน่วยงานภายในมีการทำงานที่สอดประสานกัน ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ศูนย์ SMEsSupport & Rescue Center ศูนย์บริการธุรกิจอุตสาหกรรม (BusinessService Center : BSC) และศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (Industrial Transformation Center) ที่กล้วยน้ำไท ซึ่งจะช่วยสนับสนุนทั้งในด้านการเงิน เช่นสินเชื่อประชารัฐเพื่อเอสเอ็มอีขนาดเล็ก (Micro SMEs)สินเชื่อเพื่อซื้อ/ขยายเครื่องจักร บริการปรึกษาแนะนำแก้ไขปัญหาธุรกิจ การทดสอบตลาดการต่อยอดนวัตกรรมและงานวิจัย การให้คำปรึกษาเฉพาะด้านตลอดจนการพัฒนากระบวนการทางธุรกิจด้วยระบบเทคโนโลยีและดิจิทัล เป็นต้น
ความร่วมมือระดับหน่วยงานภายนอกซึ่งจะเป็นการเชื่อมกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่รวมทั้งความร่วมมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม หรือ Big Brother รวมกว่า 50 บริษัท ที่จะนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์อันหลากหลายมาให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพต่อยอดธุรกิจรวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
โดยมีตัวอย่าง อาทิบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จํากัด ที่ยินดีให้คำปรึกษาเกี่ยวกับด้านการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์บริษัท เดลต้า ประเทศไทย จํากัด ที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริม สนับสนุนให้กับกลุ่ม SMEs/Startup ทางด้านการพัฒนาอุปกรณ์เทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ และบริษัท มูราตะอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จํากัด ให้ความรู้ในเรื่อง วิศวกรรมอุตสาหการ ด้านการออกแบบพัฒนาวางแผน ควบคุม วิจัยดำเนินงานด้านระบบซอฟท์แวร์ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคทจำกัด (มหาชน) ให้ความรู้ในเรื่อง เทคโนโลยีในการประกอบอาหารและการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น
นายอัฐพลกล่าวทิ้งท้ายว่า กนอ.มุ่งหวังให้ SMEs ITC ทั้ง 10 แห่งเป็นศูนย์กลางการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพพร้อมกับส่งเสริมให้ SMEsมีการเติบโตทั้งในระดับส่วนกลาง และภูมิภาค รวมทั้งคาดหวังให้ผู้ดำเนินธุรกิจเหล่านี้ได้มีโอกาสนำองค์ความรู้และเทคนิคต่างๆที่จะเกิดจากการใช้บริการศูนย์SMEs ITC มาปรับใช้ทั้งในทางตลาดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่มีนวัตกรรม ความสร้างสรรค์รวมถึงปรับโมเดลธุรกิจให้มีความน่าสนใจและเพิ่มมูลค่าในทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามกนอ.ยังมีแผนเปิดศูนย์บริการดังกล่าวอีก 10 ศูนย์ ในระยะที่ 2 ซึ่งอยู่ระหว่างการกำหนดพื้นที่คาดว่าจะมีความชัดเจนในราวสิ้นปี 2561
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียดสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองประชาสัมพันธ์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถนนนิคมมักกะสันกรุงเทพฯ โทร. 0 2253 0561 ต่อ 1193