สน.สุทธิสารพล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง รองผบช.น. พร้อมด้วยพล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผบก.น.2 พ.ต.อ.เติมเผ่า สิริภูบาล ผกก.สน.สุทธิสาร พ.ต.ท.ภพกฤต เปลี่ยนเพ็ง รองผกก.สส.สน.สุทธิสาร และตำรวจฝ่ายสืบสวนสน.สุทธิสาร ร่วมกันจับกุมนายธิติพันธ์ หรือเฮียหมา มานะสัมพันธ์สกุล อายุ 45 ปี นายเอกลักษณ์ ทองโสภณ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1365-1366/2561 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2561 หลังมีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ว่ามีกลุ่มชายไทยแอบอ้างเป็นตำรวจเข้าไปตรวจค้นจับกุมและยัดยาเสพติด พร้อมของกลางกุญแจมือ 2 คู่ วิทยุสื่อสาร 1 เครื่อง โดยจับกุมได้ที่แมนชั่นแห่งหนึ่ง ซ.รุ่งเรือง แขวงสามเสนนอก เขตห้วงขวาง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. เวลา 11.30 น.
พล.ต.ต.สมพงษ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 21 มิ.ย. มีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ว่า ผู้เสียหายเพิ่งกลับมาจากทำงานที่ต่างประเทศได้ 2 วัน จึงโหลดแอพพลิเคชั่น ฮอร์เน็ท (Hornet) ซึ่งเป็นแอพหาคู่หรือหาเพื่อนคุยมาเล่น โดยแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะเน้นเฉพาะกลุ่มเกย์ ทั้งนี้หากอยู่บริเวณใกล้เคียงกันก็สามารถที่จะทักแชทไปเพื่อพูดคุยหรือนัดเจอได้ เมื่อโหลดแอพฯ แล้วได้เจอกับชายคนหนึ่ง หน้าตาค่อนข้างดี จึงทักแชทไปพูดคุยแล้วนัดพบที่แมนชั่นแห่งหนึ่ง ซ.รุ่งเรือง แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ในช่วงเวลา 17.00 น. จากนั้นได้ถูกกลุ่มบุคคลแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ ขอตรวจค้นยาเสพติดและได้กรรโชกทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 12,000 บาท เมื่อได้รับแจ้งเจ้าหน้าที่จึงสืบสวนจนทราบว่าผู้กระทำผิดมี 3 ราย ประกอบด้วยนายเอกลักษณ์ และนายธิติพันธ์ ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมแล้ว ส่วนนายเอกราช หรืออ้อม ช่อนาค อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1364/2561 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2561 ไหวตัวทันอยู่ระหว่างการหลบหนี
พล.ต.ต.สมพงษ์ กล่าวอีกด้วยว่า ผู้ต้องหาทั้งสองคนรับสารภาพว่าได้ร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกรรโชกทรัพย์สินจากผู้เสียหายจริง โดยทำมาแล้ว 3 ครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ ถ้าผู้เสียหายรายใดเคยโดยกระทำในลักษณะดังกล่าวขอให้มาดูตัวได้ที่ สน.สุทธิสาร และยังรับอีกว่านำเงินที่กรรโชกทรัพย์มาได้ไปใช้ ซื้อยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบหาสารเสพติดผู้ต้องหาพบว่ามีปัสสาวะสีม่วงทั้ง 2 ราย นอกจากนี้จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีการปลอมบัตรตำรวจ แต่มีการแต่งกายคล้ายตำรวจนอกเครื่องแบบประกอบกับมีวิทยุสื่อสารและพกกุญแจมือ พร้อมแสดงตนเป็นตำรวจขอตรวจค้นหายาเสพติดและสารเสพติด จึงทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นตำรวจ ทั้งนี้ผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยนายเอกลักษณ์ ทำหน้าที่ในการเจรจาต่อรอง ส่วนนายธิติพันธ์ ทำหน้าที่ขับรถและคุมเชิง ส่วนนายเอกราช (หลบหนี) ทำหน้าที่เป็นคนคุมเชิง โดยผู้ต้องหาพยายามข่มขู่ผู้เสียหายโดยเรียกเงิน 50,000 บาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัว ผู้เสียหายได้เจรจาต่อรองเหลือ 15,000 บาท จึงพาผู้เสียหายไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มหน้าแฟมิลี่มาร์ท แต่กดเงินได้ 12,000 บาท