นางรัชนก เปิดเผยว่า เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อกลางดึกของวันที่ 6 ธ.ค.60 ที่บ้านลูกชายของตนใน ต.บางศรีทอง อ.บางศรีเมือง จ.นนทบุรี ได้มีการจัดงานวันเกิดจนกระทั้งเวลาเกือบเที่ยงคืน งานเลี้ยงก็ได้เลิกราไป ต่อมาตนได้รับแจ้งจากลูกชายว่า ที่บ้านมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเต็มหน้าบ้าน ตนจึงรีบเดินทางมาดูเหตุการณ์ ซึ่งจากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามและฝ่ายสืบสวนของ สภ.บางกรวย
โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าได้ติดตามแก๊งลักรถมา และมีข้อมูลว่ารถที่ถูกโจรกรรม ได้ซุกซ่อนอยู่ภายในบ้าน นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังนำตัว นายใหญ่ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ลูกชายของนางธิติมา ลงมาจากรถเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยอ้างว่าสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณทางเข้าหมู่บ้านนางรัชนก กล่าวอีกว่า ในระหว่างนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้ขอเข้าตรวจค้นบ้าน ซึ่งตนยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าไปได้เพียงคนเดียวเท่านั้น เนื่องจากไม่มีหมายค้นทางราชการ สุดท้ายเจ้าหน้าที่เจรจา ให้ตนนำรถจยย.ทุกคันภายในบ้าน ออกมาตรวจสอบ ซึ่งผลปรากฎว่าไม่มีรถคันใดผิดกฎหมาย มีเพียงรถที่เพื่อนลูกชายนำมาฝากไว้ แต่ก็ได้นำเอกสารไปยืนยันในช่วงเช้า
อย่างไรก็ดี ทางเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวเพื่อนลูกชายตนไปสอบปากคำที่ สภ.บางกรวย ทั้งหมด 4 คน ซึ่งรุ่งเช้าตนและแม่ของเด็กก็ได้เดินทางไปที่ สภ.บางกรวย เพื่อติดตามความคืบหน้า ทั้งนี้ เมื่อไปถึงมีเจ้าหน้าที่นายหนึ่งเข้ามาแจ้งว่าจะปล่อยตัวเด็กทั้งหมด 4 คน พร้อมอ้างว่าเป็นเหตุการณ์เข้าใจผิด จึงได้ปล่อยตัวไม่ดำเนินคดีทางด้าน นางธิติมา กล่าวว่า หลังจากรับลูกชายกลับบ้านพบว่าตามร่างกาย รวมถึงใบหน้าของลูกชายมีรอยฟกช้ำ ตนจึงได้สอบถามลูกทันที ซึ่งลูกชายก็ได้เล่าว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกายเกือบตลอดทั้งคืน มิหนำซ้ำยังจับลูกชายกดกับพื้น แล้วนำถุงพลาสติกคลุมหัวเพื่อให้รับสารภาพ ตนจึงได้พาลูกชายตนไปตรวจร่างกายที่ รพ.พระนั่งเกล้าฯ และแจ้งความเอาผิดกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว โดยในเวลาต่อมาได้รับแจ้งจากทางเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ว่าเรื่องได้ถูกส่งมารอการพิจารณาแล้ว
นางธิติมา ยังกล่าวอีกว่า ในระหว่างการดำเนินคดีทางตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของ สภ.บางกรวย ได้มีการนัดเจรจาพูดคุยเพื่อไกล่เกลี่ย โดยจะจ่ายเงินเป็นค่าเสียหายให้ แต่ปรากฎว่าก็ไม่ได้ทำตามอย่างที่ตกลงกัน ตนจึงตัดสินใจที่จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำพร้อมทั้งแนะนำให้ทางผู้เสียหายไปดำเนินคดีต่อได้ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เนื่องจากเป็นหน่วยงานโดยตรงและเรื่องได้ถูกส่งไปที่นั้นแล้ว