เรื่องนี้ "ล่าความจริง" จะไม่ได้มานั่งเดากันสนุกๆ แต่จะนำงานวิจัยที่ศึกษาโดยนักวิชาการรุ่นใหม่ของสถาบันพระปกเกล้า อาจารย์สติธร ธนานิธิโชติ มาตอบโจทย์ที่สังคมอยากรู้ โดยการจะคาดการณ์ตัวเลขผลการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า ต้องเริ่มจากการย้อนไปดูผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ไม่เป็นโมฆะ คือการเลือกตั้งเมื่อปี 54 แล้วนำมาวิเคราะห์กับกติกาใหม่ที่เอื้อให้มีพรรคการเมืองขนาดเล็ก หน้าใหม่ มีโอกาสแบ่งคะแนนจากพรรคใหญ่ พรรคเก่าได้มากกว่าเดิม ลองฟังคำอธิบายจากอาจารย์สติธรก่อนค่ะ
จากข้อมูลที่อาจารย์สติธรอธิบาย "ล่าความจริง" ขอลงลึกในรายละเอียดให้ชัดขึ้นไปอีกหน่อย คุณผู้ชมดูกราฟฟิกหน้าจอไปพร้อมกัน
ในวงกลมนี้คือจำนวน ส.ส. ที่สอบผ่านในการเลือกตั้งปี 54 ก้อนใหญ่เลยคือ ส.ส.สังกัดพรรคเพื่อไทย กับประชาธิปัตย์ นับรวมกันแล้วคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของจำนวน ส.ส.ทั้งสภา สำหรับพรรคเพื่อไทย ได้คะแนนแบบแบ่งเขตมาประมาณ 14 ล้านคะแนน พรรคประชาธิปัตย์ได้แบบแบ่งเขตมา 10 ล้านคะแนน พอรวมกันแล้วคิดเป็น 79% ของคะแนนแบบแบ่งเขตทั้งหมด ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเพื่อไทยได้ 15 ล้านคะแนน ประชาธิปัตย์ได้ 11 ล้านคะแนน รวมแล้วทั้ง 2 พรรคได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์คิดเป็น 83% ของทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็จะเหลือเก้าอี้ให้พรรคอื่นแย่งกันราวๆ 20%
คราวนี้มาดูการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นบ้าง ต้องเข้าใจก่อนว่าการเลือกตั้งแบบเก่า คือระบบที่มีบัตรลงคะแนนสองใบ ยังรักพี่เสียดายน้องได้ เช่น ชอบผู้สมัครคนนี้ แต่ไม่ชอบพรรคที่สังกัด ก็ยังเลือก ส.ส.เขตที่เราชอบ แล้วแบ่งคะแนนไปให้พรรคที่เรารักได้อยู่ แต่การเลือกตั้งครั้งหน้า มีบัตรใบเดียว ต้องตัดสินใจให้ได้ระหว่างคนที่ชอบหรือพรรคที่ใช่ เพราะฉะนั้นการแข่งขันของ "พรรคการเมือง" จะยิ่งดุเดือด โดยเฉพาะการแย่งชิงฐานคะแนนที่ 2 พรรคใหญ่เคยครองอยู่ ใครกันบ้างที่หวังแย่งคะแนนในส่วนนี้ ไปดูพร้อมกัน
1 ฝั่งประชาธิปัตย์ พรรคที่หวังฐานคะแนนของประชาธิปัตย์ คือ พรรครวมพลังประชาธิปไตย หรือ รปช. ที่มี "ลุงกำนัน" สุเทพ เทือกสุบรรณ ร่วมเปิดตัวทั้งน้ำตา
2 ฝั่งเพื่อไทย พรรคที่มีอการแบ่งคะแนนไปได้ ก็คือ พรรคอนาคตใหม่ ของคุณธนาธร และแน่นอนว่าพรรคพลังประชารัฐ ที่ใช้พลังดูดแบบไดโว่
3 กลุ่มที่เคยเป็นพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก มีส่วนแย่งอยู่ 20% ก็คือพรรคภูมิใจไทย , ชาติไทยพัฒนา ก็ต้องพยายามรักษาฐานคะแนนเดิม ไม่ให้ใครมาแย่ง
อาจารย์ สติธร ประเมินให้ฟังว่า จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากการเลือกตั้งหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังปี 40 ชี้ชัดว่า บรรดานักการเมืองที่เป็นอดีต ส.ส. หรือกลุ่มตระกูลการเมืองชื่อดัง ไม่ใช่ตัวช่วยสำคัญที่สุดที่จะทำให้ชนะเลือกตั้งได้ ฉะนั้นพรรคที่ "ดูด" คนกลุ่มนี้เข้าไปมากๆ ก็ไม่ได้การันตีชัยชนะ เพราะผลการเลือกตั้งขึ้นกับ 3 ปัจจัย ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า Marketing ทางการเมือง
3 ปัจจัยนี้สำคัญหมดเลย เปิดตัวนายกฯ ต้อง "ว้าว" เนี่ย ไม่รู้ว่าคนที่เห็นๆกันมา 4 ปีจะยังว้าวอยู่มั้ย แล้วข้อ2 คำว่า "ดรีมทีม" เนี่ย ถ้าคนเก่าๆ ที่เราเคยเห็นหน้าอยู่แล้ว เราจะเลือกหรือเปล่า ส่วนข้อสุดท้าย ภาพลักษณ์ 4.0 ยากนะ ทำยังไงล่ะ อาจจะต้องไปเรียนรู้วิธีของศิลปินดังๆ ทำอย่างไรให้ออกมาแล้วปังๆ 100 ล้านวิวเลย เพราะสูตร marketing cแบบนี้ เข้าถึงรากหญ้าแน่นอน
นี่แหละ marketing จริงๆ ไม่ต้องใช้เวลานานมาก แต่ถ้าทำแล้ว "ปัง" อะไรก็ฉุดไม่อยู่ คำถามคือ พรรคไหนจะทำได้บ้าง พลังประชารัฐจะทำได้จริงหรือ