ชัยยงค์ เล่าว่า ช่วงเย็นของวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะกำลังขับรถกลับบ้าน เมื่อผ่านเข้าไปในถนนสุวรรณดำริ พบว่ารถติดขัดเป็นแถวยาว สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน ชัยยงค์ จึงลงไปดูและพบว่ามีกลุ่มชาวเมียนมาตั้งโต๊ะขายหมวกขวางถนน ทำให้รถติด จึงบอกให้ขยับไปขายริมถนน แต่ชาวเมียนมาไม่ยอม จึงเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้น ชาวเมียนมากว่า 10 คนจึงกรูเข้าทำร้ายนายชัยยงค์จนได้รับบาดเจ็บ ขณะนั้นเอง นายอรรถพล ทัศนา ญาติของนายชัยยงค์ ผ่านมาเห็นเหตุการณ์ และพยายามเข้าห้าม แต่ก็ถูกทำร้ายด้วยเช่นกัน
ชัยยงค์ เล่าว่า ชาวเมียนมากลุ่มนี้ อ้างตัวเป็นกลุ่มเอ็นจีโอ ที่ชื่อ AAC มีหัวหน้ากลุ่ม 2 คน ให้สมาชิกของกลุ่มตั้งโต๊ะขายหมวกหลอกให้ชาวเมียนมาซื้อ เพื่อใช้แทนบัตรเข้างานคอนเสิร์ตในวัดหนองส้ม แต่แท้ที่จริงแล้ว งานคอนเสิร์ตนี้ไม่มีจริง
จากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวชุมชนหนองส้ม ทุกคนยอมรับการอยู่ร่วมกันระหว่างคนไทยกับชาวเมียนมา แต่ชาวชุมชนไม่สามารถยอมรับความไม่สงบที่เกิดขึ้นได้ เพราะตั้งแต่วันเกิดเหตุ จนถึงวันนี้ หน่วยงานรัฐไม่เคยเข้าไปทำความเข้าใจกับชาวชุมชน จึงทำให้ชาวชุมชนอยู่กันอย่างวิตกกังวล
ชาวชุมชนหนองส้มยังบอกกับล่าความจริงว่า เดิมทีชุมชนหนองส้มเป็นชุมชนที่อยู่กันอย่างสงบสุข แต่เมื่อมีชาวเมียนมาเข้ามาอยู่อาศัยกันมากถึง 6,000 คน ทำให้คนไทยเริ่มย้ายออกไปอยู่ที่อื่น จนทำให้ปัจจุบันเหลือคนไทยดั้งเดิมเพียงไม่ถึงพันคน ยิ่งพบว่ามีมาเฟียอ้างตัวเป็นเอ็นจีโอเข้ามาจากสมุทรสาคร และก่อเรื่องวุ่นวายอีก จึงทำให้ชาวชุมชนอยู่กันอย่างวิตกกังวล และหากรัฐบาลยังไม่แก้ไขปัญหานี้ อาจทำให้พม่าครองเมืองจนคนไทยท้องถิ่นไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป