ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปตรวจสอบได้พบว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านชั้นเดียวสภาพเก่า หน้าบ้านเป็นที่ว่างเปล่ามีหลังคาคลุมเอาไว้ที่พื้นด้านล่างมีกรงที่ภายในมีน้องแมวพันธ์ไทยหลากหลายสี สภาพอ้วนท้วนสมบูรณ์ขังอยู่หลาบสิบตัวและมีน้องแมวบางส่วนที่ถูกปล่อยเลี้ยงอยู่ด้านนอก ได้พบนางประภา หรือคุณเปิ้ล และนายฉัตรชัย นามีผล ผู้เป็นสามีและตากับยายที่อายุมากแล้วอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าวจำนวน 4 ชีวิต โดยนายฉัตรชัย ประกอบอาชีพขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างส่วนตาและยายรวมทั้งนางประภา นั่งพันใบตองประกอบบายศรี ส่งขายในตลาดปากซอยวัดด่านสำโรงซึ่งอยู่ห่างจากบ้านพักประมาณ 1 กิโลเมตร หารายได้เลี้ยงครอบครัวและน้องแมวอีกจำนวน 43 ชีวิต ที่มีคนนำมาปล่อยที่หน้าบ้าน
นางประภา เล่าว่า ด้วยความที่เป็นคนรักสัตว์จึงได้เก็บมาเลี้ยงเอาไว้ในบ้านสะสมนานกว่า 5 ปี ซึ่งถ้าทุกอย่างยังเป็นปกติคนในบ้านหลังนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่บังเอิญที่ดินที่ปลูกบ้านหลังนี้อยู่เป็นที่ดินเช่ามานานกว่า 15 ปี เจ้าของที่ดินต้องการที่ดินคืนและให้เวลาในการขนย้ายเป็นระยะเวลา 6 เดือนซึ่งจะครบกำหนดในเดือนพฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ทำให้ทุกคนในบ้านหลังนี้เป็นทุกข์ เนื่องจากลำพังบ้านที่จะไปเช่าที่อยู่ใหม่ของคนทั้ง 4 นั้นไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไร แต่น้องแมวอีก 43 ชีวิตที่จะตามไปอยู่ด้วยไม่ได้เนื่องจากเจ้าของบ้านเช่าที่ใหม่ไม่ยินยอม จึงทำให้ในขณะนี้เจ้าของน้องแมวทั้งหมดรับความเดือดร้อยอย่างหนักเกรงน้องแมวทั้ง 43 ชีวิตจะไม่มีที่อยู่ จึงอยากวอนผู้ใจบุญและรักสัตว์อย่างน้องแมวช่วยรับไปอุปการะด้วย
นางประภา ได้กล่าวว่า ตอนแรกเลยตนและสามีรวมทั้งพ่อและแม่อยู่ที่บ้านหลังนี้มา 15 ปี แล้วและเลี้ยงน้องแมวเอาไว้เพียง 6 ตัวเท่านั้น ซึ่งน้องแมวที่เลี้ยงไว้จะทำหมันทั้งหมด หลังจากที่เลี้ยงน้องแมวมาเป็นเวลานานน้องแมวก็เริ่มตายไปที่ละตัวตามอายุขัย หลังจากนั้นก็มีชาวบ้านนำแมวใส่ลังกระดาษมาปล่อยทิ้งไว้ที่หน้าบ้านครั้งละหลายตัว ด้วยความสงสาร ผู้เป็นแม่ได้บอกว่าเมื่อเขาเอามาให้เลี้ยงเราก็ต้องเลี้ยงไว้ หลังจากนั้นมาก็มีคนเอาน้องแมวมาปล่อยทิ้งไว้ที่หน้าอยู่เรื่อย ๆ บางครั้งแมวในซอยบ้านที่ถูกรถชนจนบาดเจ็บ แม่ก็เก็บมาเลี้ยงและรักษาจนหายก่อนเลี้ยงเอาไว้ พอนานเข้าน้องแมวเริ่มมีปริมาณเยอะขึ้น ตนจึงซื้อกรงมาให้น้องแมวเป็นที่เป็นทางจนถึงปัจจุบันที่บ้านตนมีน้องแมวอยู่จำนวน 43 ตัว