(3มิ.ย.61)ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งในหมู่บ้านกลันทาม.10 ต.กระสังอ.เมือง จ.บุรีรัมย์ มีสภาพความเป็นอยู่ที่น่าเวทนาสงสารพิการตาบอดทั้งสองข้างอาศัยอยู่ในเพิงสังกะสีที่มีสภาพเก่าผุพังเป็นที่ซุกหัวนอนต้องเลี้ยงลูกวัยชายเพียง1ขวบเศษตามลำพัง เพราะสามีหนีไปบวชแล้วไม่ติดต่อกลับมาอีกเลยปัจจุบันอาศัยเพียงเบี้ยคนพิการเดือนละ 800 บาทและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนเดือนละ 300 บาท ซื้อข้าวสารอาหารกินประทังชีวิตแต่ก็ไม่เพียงพอต้องอดมื้อกินมื้อ
จากนั้นผู้สื่อข่าวจึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้งเมื่อไปถึงก็พบกับ น.ส.สุนิสามุ่งรวยกลางหรือยุ้ยอายุ 26 ปี สาวที่พิการตาบอดทั้งสองข้างนั่งอุ้มลูกชายวัย 1 ขวบ 3 เดือนอยู่บริเวณเพิงเล็กๆที่ล้อมรอบด้วยสังกะสีเก่าผุพังและมุงด้วยสังกะสีที่ใช้สำหรับอยู่อาศัยกับลูกข้างกันมีเพิงที่ล้อมรอบด้วยสังกะสีอีกหลังซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของแม่ และพ่อเลี้ยง
จากการสอบถาม น.ส.สุนิสาหรือยุ้ยเล่าว่าเมื่อประมาณปี 2554ได้ไปทำงานโรงงานหลอมเหล็กกับพ่อแม่ และสามี ที่จ.ชลบุรีโดยตนเองทำหน้าที่โหลดเหล็กเข้าเตาหลอมแต่หลังจากทำได้แค่ 3 เดือนก็ต้องลาออกจากงานเพราะเริ่มมีอาการปวดหัวรุนแรง และแสบที่ดวงตา เชื่อว่าน่าจะเกิดจากผลข้างเคียงจากฝุ่นสนิมเหล็กเข้าตาหลังลาออกกลับมาอยู่บ้านสามีที่ อ.ชุมพวงจ.นครราชสีมา ได้ไม่นานตาเริ่มพล่ามัวจึงไปหาหมอที่ชุมพวงแต่หมอแนะนำว่าให้กลับมารักษาที่จ.บุรีรัมย์ เพราะมีสิทธิ์รักษาที่จ.บุรีรัมย์
จึงตัดสินใจกลับมาตามที่หมอแนะนำช่วงแรกหมอบอกว่าจอประสาทตาหลุดลอกซึ่งช่วงนั้นตาทั้งสองข้างก็มองไม่เห็นแล้วต้องทำการผ่าตัดจึงทำเรื่องส่งตัวไปผ่าตัด ที่โรงพยาบาลจ.ขอนแก่นแต่หลังจากผ่าตัดก็ยังมองไม่เห็นซึ่งหมอบอกว่าจอประสาทตาเสื่อม อาจทำให้พิการมองไม่เห็นจึงบอกให้ครอบครัวทำใจแต่ก็บอกให้มาทำการตรวจและรักษาต่อเนื่องเผื่อมีโอกาสหรือวิวัฒนาการใหม่ที่สามารถช่วยรักษาได้แต่ด้วยฐานะที่ยากจนไม่มีค่าใช้จ่ายเดินทางไปรักษาได้อย่างต่อเนื่องจึงต้องกลายเป็นคนพิการตาบอดทั้งสองข้างมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลานานกว่า 7 ปีแล้ว