เริ่มที่ประเด็นแรก การกำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่สูงกว่าราคาตลาดโลกแบบไม่มีเหตุผล นี่คือข้อสังเกตจากหลายๆ ฝ่ายนะคะ เรามีโรงกลั่นน้ำมันอยู่ที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และระยอง โรงกลั่นพวกนี้มีหน้าที่นำน้ำมันดิบมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน แล้วส่งต่อไปตามปั๊มน้ำมันต่างๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีการกำหนดราคาขายหน้าโรงกลั่นเท่ากับราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากประเทศสิงคโปร์ เสมือนกับว่าเรา Import น้ำมันเข้ามาใช้ มีการบวกค่าขนส่ง ค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง และค่าประกันภัย เหมือนส่งจากสิงคโปร์มาประเทศไทย ทั้งๆ ที่เรากลั่นเอง ราคาส่วนต่างต่อลิตร ถ้าคิดแบบกลั่นเองจริงๆ โดยเอาราคาส่งออกน้ำมันของเรามาคิด ก็อยู่ที่ประมาณ 1 บาทต่อลิตร นั่นแปลว่ามีเงินส่วนต่าง 1 บาทต่อลิตร ไหลไปเข้ากระเป๋าใคร โดยเกิดจากการกำหนดราคาที่ไม่ตรงกับความจริง อยากให้คุณผู้ชมได้ฟังคำอธิบายแบบชัดๆ จากผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้สักกนิด ท่านคือ หม่อมหลวง กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ท่านเป็น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต ลองฟังเสียงค่ะ
ประเด็นที่สอง การกำหนดราคาเอทานอลแพงเกินจริง เอทานอลคือส่วนที่ใช้ผสมกับน้ำมันเบนซินให้เป็นแก๊สโซฮอล์ เอทานอล มาจากผลผลิตทางการเกษตร พวกกากน้ำตาล มันสำปะหลัง เพราะฉะนั้นก็เป็นวัตถุดิบที่เราหาได้ในประเทศ ปกติราคาในตลาดโลก เอทานอลจะถูกกว่าน้ำมันเบนซินเสมอ แต่สำหรับพี่ไทยอย่างเรา เชื่อมั้ยว่าข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญเก็บรวบรวมมา พบว่าราคาเอทานอลของเราแพงกว่าตลาดโลก 70% ราคาตลาดโลกอยู่ที่ 14.01 บาทต่อลิตร แต่ของเรานี่ คูณ 70% ไปเลย ราคาอยู่ที่ 23.59 บาทต่อลิตร ถ้าเอามาลบกันง่ายๆ ก็แพงกว่าตลาดโลก 9 บาทต่อลิตร ประเด็นนี้น่าคิดนะ เพราะเอทานอลมาจากผลผลิตทางการเกษตร คำถามคือ ราคาที่ขายแพงกว่าประเทศอื่นเนี่ย เกษตรกรได้รับเงินตามราคานี้หรือเปล่า หรือว่าใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์
คราวนี้พอราคาอะไรๆ ก็แพงหมด ทั้งก๊าซหุงต้ม น้ำมันเชื้อเพลิง วิธีที่รัฐยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ก็กลายเป็นประเด็นคำถามอีก โดยวิธีการของรัฐคือการพยุงราคาน้ำมันและแก๊ส โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเข้าไปอุ้มราคาเอาไว้ ไม่ให้สูงเกินเพดาน แต่หลายคนที่เข้าใจกลไกนี้ดีบอกว่า รัฐเดินทางผิดด้วยซ้ำ
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้บอกว่า นี่คือการนำเงิน "กองทุนน้ำมัน" ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเงินภาษีของประชาชน นำไปอุดหนุนราคาอย่างไม่เหมาะสม เพราะแทนที่รัฐจะควบคุมดูแลราคาพลังงานให้ลดลงมาเท่ากับตลาดโลก แต่กลับมีการใช้เงินกองทุนน้ำมันไปอุดหนุนให้กับโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซ เพื่อให้ราคาขายต่ำลง จึงเป็นการแก้ปัญหาผิดจุด เสมือนการซ่อนปัญหาราคาพลังงานให้ผู้บริโภคต้องรับผลเสียทุกด้าน
จะเห็นว่าเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐกลับเอาเงินมาพยุงไว้ คอยช่วยเหลือ เป็นการช่วยแบบที่ทำให้เรารู้สึกดีว่าราคาน้ำมันจะไม่แพงไปมากกว่านี้ ดูเหมือนราคาน้ำมันลดลง สบายใจ แต่ความเป็นจริงแล้ว เงินส่วนที่รัฐกำลังอุ้มให้อยู่ เป็นการแก้ปัญหาผิดจุด เพราะเงินพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับภาษีของพวกเราทั้งนั้น สุดท้ายเราจ่ายเอง หรือรัฐช่วยอุ้ม มันก็เงินเราอยู่ดี เราเสียเท่าเดิม
พอจะเห็นภาพกันแล้วว่า ปัญหาหลักคือการกำหนดราคา ตั้งแต่ต้นทางที่ดูผิดๆ เพี้ยนๆ น้ำมันเรากลั่นเองก็ไปกำหนดเป็นราคานำเข้า เอทานอลก็ราคาสูงกว่าตลาดโลก 70% แล้วเงินส่วนต่างพวกนี้ เข้ากระเป๋าใคร ถามว่าแล้วผู้บริโภคอย่างเราๆ ดีขึ้นบ้างมั้ย ราคาน้ำมันกับแก๊สไม่ปรับเพิ่มแล้วเนี่ย จริงๆ ก็อย่างที่บอก คือไม่ดีขึ้นหรอก เพราะจ่ายเท่าเดิม เนื่องจากเงินที่รัฐนำไปอุดหนุน ควักไปจากกระเป๋าประชาชน