เช่นเดียวกับ "นาฬิกาเทพ" ก็ใช่ว่าเพิ่งปรากฏมาครั้งนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน เพราะเมื่อปี 2556 ก็เคยมีมาแล้วโดยเกิดที่รัฐสภา ซึ่งขณะนั้นอยู่ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการระบุว่ารัฐสภาได้จัดซื้่อนาฬิกาแขวนผนัง จำนวน 200 เรือน มูลค่า 15 ล้านบาท หารแล้วตกเรือนละ 75,000 บาท เท่าครั้งนี้ไม่มีผิด ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าเป็นแบบเดิมหรือไม่
โดย "นุกูล สัญฐิติเสรี" รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในขณะนั้นชี้แจงว่า งบประมาณทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการควบคุมเวลาและการบริหารเวลาภายในรัฐสภาทั้งระบบ โดยก่อนหน้านี้สภาผู้แทนราษฎรประสบปัญหาในการนัดหมายเวลากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากนาฬิกาในห้องประชุมแต่ละห้องเดินไม่ตรงกันและบางเรือนไม่เดิน ทำให้การบริหารเวลาเกิดความผิดพลาด สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการระบบนาฬิกาของรัฐสภาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
เขาอธิบาย "สเปกเทพ" ว่า "สามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมและระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งสัญญาณเวลาให้แก่นาฬิกาเครื่องลูกข่ายทั้งหมด รวมถึงมีการแบ็กอัพระบบเวลาให้แก่ชุดควบคุมนาฬิกาหลักให้สามารถรักษาเวลาต่อเนื่องในกรณีไฟฟ้าดับได้ไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง นอกจากนี้ งบประมาณดังกล่าวยังรวมถึงคอมพิวเตอร์ แอพพลิเคชัน และระบบการเชื่อมต่อกับมาตรฐานเวลาในระบบของสำนักมาตรวิทยา กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ อุปกรณ์และระบบการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้สายใยแก้วนำแสงไฟเบอร์ออพติก สำหรับเชื่อมโยงระหว่างอาคารที่มีความเสถียรสูง ระบบการติดตั้ง ระบบไฟฟ้าและสายสัญญาณ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ระบบนาฬิกานี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป กลุ่มทวีปอเมริกาเหนือ และญี่ปุ่น ในประเทศไทยมีการใช้ที่สถาบันมาตรวิทยา กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ"
สเปกขนาดนี้หลายคนเปรียบเทียบว่าเป็น "นาฬิกานาซา" ใช้เทียบเวลาปล่อยยานอวกาศ
อย่างไรก็ตาม มีการตรวจสอบต่อมาว่า นาฬิกาที่จัดซื้อในครั้งนั้นเป็นนาฬิกาประเภทจอแอลซีดีดิจิทัล ยี่ห้อ Bodet รุ่น Cristalys Ellipse จากประเทศอังกฤษ ราคาเรือนละ 490 ยูโร (ไม่รวมภาษี) หรือประมาณ 20,310 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 41.45 บาท ในขณะนั้น)
แต่สุดท้ายในปี 2559 ก็มีการถอดนาฬิกาดังกล่าวออก เพราะใช้การไม่ได้ตามปกติ ขณะในด้านการตรวจสอบ ทาง ป.ป.ช.ก็ยังไม่มีผลใดๆ ออกมา ส่วนการตรวจสอบของทางสภาเองก็เอาผิดใครไม่ได้เช่นกัน
เรื่อง "นาฬิกา-ไมค์" จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ พอๆ กับการหาตัวผู้รับผิดชอบไม่ได้ก็ยังคงเป็นปกติของสังคมไทย
ล่าสุด "วิลาศ จันทรพิทักษ์" ยังออกมาเปิดเผยอีกว่า โครงการจัดสร้างรัฐสภาจะซื้อโทรทัศน์ยี่ห้อหนึ่งขนาด 65 นิ้ว จากการเดินสำรวจในท้องตลาด ราคาไม่เกิน 50,000 บาท แต่กลับมีการตั้งงบประมาณไว้ที่ 170,000 บาท แพงกว่าถึง 3 เท่าตัว
นี่แค่สิ่งที่เราสามารถพบเห็นและรับรู้ได้ ยังมีอย่างอื่นอีกมากในระบบ "จัดซื้อจัดจ้างจัดงบประมาณ" แบบไทยๆ และแน่นอนก็คงเอาผิดใครไม่ได้เหมือนที่เคยเป็นมา ยังดีที่งานนี้รัฐบาลไม่อนุมัติผ่านไปง่ายๆ แต่ก็น่าถามว่า "ใครกัน...ตั้งงบประมาณแบบนี้"