เลื่อนอ่านฎีการอบ 2 ฟ้อง "พ.ต.อ.สมิง-ลูกน้อง" ยัดคดียาบ้า
11 พ.ค. 2561

ศาลเลื่อนอ่านฎีกา ยังไม่มีกำหนด ส่งสำนวนกลับศาลฎีกา หลังหนึ่งในจำเลยร่วมขอรับสารภาพ คดีฟ้อง "พ.ต.อ.สมิง"-ลูกน้องอุ้มสาวธุรกิจ ยัดข้อหาซุกยาบ้า
ข่าว
11 พ.ค. 2561

ศาลเลื่อนอ่านฎีกา ยังไม่มีกำหนด ส่งสำนวนกลับศาลฎีกา หลังหนึ่งในจำเลยร่วมขอรับสารภาพ คดีฟ้อง "พ.ต.อ.สมิง"-ลูกน้องอุ้มสาวธุรกิจ ยัดข้อหาซุกยาบ้า
ซึ่งคดีนี้ "นางกรองกาญจน์" โจทก์ยื่นฟ้อง ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.48 จำเลยที่ 1-11 ร่วมกันแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม "นางกรองกาญจน์" โจทก์ โดยไม่มีหมายจับของศาล และใช้กำลังและอาวุธบังคับขืนใจโจทก์ให้ขึ้นรถยนต์ไปกับพวกจำเลย ซึ่งระหว่างนั้นใช้ถุงดำคลุมศีรษะและรัดคอโจทก์ไว้เพื่อข่มขู่ให้โจทก์รับสารภาพคดีมียาบ้าจำนวน 100 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งโจทก์ได้ปฏิเสธ แต่จำเลยไม่ยอมปล่อยตัวและไม่นำส่งพนักงานสอบสวนหรือพาไปยังสถานีตำรวจ กลับให้โจทก์พาไปโกดังของโจทก์เพื่อตรวจค้น แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แล้วจำเลยกับพวกกลับร่วมกันทำเอกสารการจับกุมและเอกสารอื่นๆ อันเป็นเท็จโดยบังคับให้โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวได้จัดพิมพ์ไว้แล้วซึ่งมีข้อความว่ารับสารภาพ ซึ่งในส่วนของ พ.ต.ท.กิตติพงษ์ จำเลยที่ 3 , พ.ต.ต.ภิญโญ ที่ 4 ,ที่ ด.ต.อภิทักษ์ 5 นั้นโจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกาหลังจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนยกฟ้อง ในชั้นฎีกา คงเหลือเพียง จำเลยที่ 1,2 , 6 , 7 , 8 , 9 , 10 , 11 รวม 8 คน
โดยวันนี้ "พ.ต.อ.สมิง" และอดีตลูกน้องตำรวจ ซึ่งได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์เดินทางมาศาล ส่วน "นางกรองกาญจน์" ตัวโจทก์ไม่มาศาล ขณะที่วันนี้ กลุ่มจำเลยแยกย้ายกันเดินทางมาศาลและได้พยายามหลบเลี่ยงช่างภาพกับผู้สื่อข่าว ที่มารอถ่ายภาพทำข่าว โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ
ขณะที่เมื่อเวลา 09.35 น. ศาลได้มีคำสั่งเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เนื่องจาก " ร.ต.อ.วันเผด็จ แท่นรัตน์" จำเลยที่ 10 ยื่นคำร้องขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพและขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ซึ่งศาลสอบถามคู่ความแล้วไม่คัดค้าน ศาลจึงส่งสำนวนและคำร้องของจำเลยที่ 10 กลับให้ศาลฎีกาพิจารณาอีกครั้ง ขณะนี้ยังไม่กำหนดวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในครั้งต่อไป เนื่องจากต้องรอให้ศาลฎีกาพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จ ซี่งภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการแล้วจำเลยทั้งหมดแยกย้ายเดินทางกลับทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ชั้นพิจารณาจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.52 เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องเป็นลำดับขั้นตอน หากไม่เป็นความจริงก็ยากที่จะปั้นแต่งเรื่องขึ้นเอง และยังสอดคล้องกับหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ถึง ผบ.ตร. ลงฉบับวันที่ 22 ก.ย.48 ด้วย จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1, 2, 7, 8, 10 ,11 ทำผิดตามฟ้อง จึงให้ลงโทษฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ที่เป็นบทหนักสุด จำคุกคนละ 5 ปี ส่วนจำเลยที่ 6 ,9 ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติฯโดยมิชอบ และเจ้าพนักงานทำเอกสารเท็จ ที่เป็นบทหนักสุดจำคุกคนละ 4 ปี โดยให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3, 4, 5
ต่อมาจำเลยที่ 1,2,6,7,8,9,10,11 ยื่นอุทธรณ์ กระทั่งมีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 30 ส.ค.56 พิพากษาแก้เป็นให้ลดโทษ จำเลยที่ 1,2,7,10 เหลือจำคุกคนละ 4 ปี และจำคุกจำเลยที่ 8 ,11 เหลือคนละ 3 ปี และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6,9 ส่วนจำเลยที่ 3,4,5,6 ก็พิพากษายืนให้ยกฟ้อง
อย่างไรก็ดี การเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ นับเป็นการเลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 2 หลังจากนัดอ่านครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจาก พ.ต.อ.สมิง จำเลยที่ 1 และ จ.ส.ต.(หญิง) ศศิธร จำเลยที่ 9 ไม่มาศาลในวันดังกล่าวโดยยื่นใบรับรองแพทย์ อ้างเหตุป่วยนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
ข่าวล่าสุด